100 ปี ธงไตรรงค์ ประวัติศาสตร์ธงชาติไทย ความภาคภูมิใจของคนไทย

ธงชาติไทย

วันที่ 28 กันยายน 60 จะเป็นวันแรกที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันสำคัญของประเทศไทยนั่นคือ วันพระราชทานธงชาติไทย และภายในปีเดียวกันนี้จะเป็นวันครบรอบ 100 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานธงไตรรงค์ ให้เป็นธงชาติของประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 ซึ่งวันนี้ก็ครบรอบ 100 ปีพอดีและธงชาติไทยของเราก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าจะมาเป็นผืนธงไตรรงค์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมาย

1e

ธงชาติไทยผืนแรก คือ ธงแดงเกลี้ยง 

ถือกำเนิดด้วยความบังเอิญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231) เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2223 เรือเลอโวตูร์ เรือรบของฝรั่งเศสมีนายเรือชื่อ มองซิเออร์ คอนูแอน ได้นำเรือรบลำนี้เข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเจริญพระราชไมตรี และทำการค้ากับอยุธยา

โดยมีธรรมเนียมประเพณีคือต้องชักธงประเทศบนเรือเพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่า มาถึงแล้ว เมื่อเรือฝรั่งเศสชักธงชาติของตัวเองขึ้น ฝ่ายสยามยิงสลุตคำนับตามธรรมเนียม ขณะเดียวกันสยามเองต้องชักธงขึ้นด้วยเพื่อตอบกลับว่า ยินดีต้อนรับ แต่ตอนนั้นทหารประจำป้อมวิไชยเยนทร์ไม่เคยพบประเพณีแบบนี้

และสยามไม่มีธงสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นธงชาติมาก่อน จึงคว้าผ้าที่วางอยู่แถวนั้น แต่ดันหยิบธงชาติฮอลันดาชักขึ้นเสาแบบส่งเดช เมื่อทหารฝรั่งเศสเห็นก็ตกใจไม่ยอมชักธงและไม่ยอมยิงสลุต จนกว่าจะเปลี่ยนธงชาติ เพราะนั่นไม่ใช่ธงประจำประเทศไทยและขณะนั้นฝรั่งเศสกับฮอลันดาเป็นศัตรูกัน

ฝ่ายไทยจึงแก้ปัญหาโดยชักผ้าสีแดงขึ้นแทนธงชาติฮอลันดา ฝรั่งเศสจึงยอมยิงสลุตคำนับตอบ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ธงชาติไทย และธงแดงจึงเป็นธงประจำชาติผืนแรกของไทยอย่างไม่เป็นทางการ

flag_of_thailand_(1782).svg

จากธงแดงล้วนสู่ ธงวงจักร และ ธงช้าง

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธงแดง สำหรับใช้เป็นธงของเรือหลวง” สาเหตุที่พระองค์กำหนดให้ใช้ “จักร” ลงไว้กลางธงผ้าพื้นแดง เพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างเรือของพระมหากษัตริย์ กับเรือของราษฎรสยาม ที่ใช้ธงผ้าพื้นแดงเกลี้ยงนั่นเอง

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงได้ช้างเผือกเอก 3 ช้าง เป็นเกียรติยศยิ่งต่อแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรของเรือหลวงไว้ด้วย อันมีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินอันมีช้างเผือก ช้างคือสัญลักษณ์แห่งแผ่นดินของกรุงรัตนโกสินทร์

900px-flag_of_thailand_(1817)

ในสมัยรัชกาลที่ 4  ประเทศไทยมีการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตกมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริว่าสยามจำเป็นต้องมีธงชาติใช้ตามธรรมเนียมของชาติตะวันตก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงพื้นสีแดงมีรูปช้างเผือกเปล่าอยู่ตรงกลางหันหน้าเข้าหาเสาธงเป็นธงชาติ  โดยไม่มีวงจักรล้อมรอบตัวช้าง

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ธงที่ใช้กับเรือหลวง ถูกปรับรูปแบบอีกครั้ง จากช้างสีขาวธรรมดา ปรับให้เป็น “ช้างทรงเครื่องยืนแท่น” หันหน้าเข้าข้างเสา เนื่องจากช้างเผือกเปรียบเป็นเครื่องแทนตัวของพระมหากษัตริย์แล้ว

900px-flag_of_thailand_1855.s

ดังนั้นการปรับให้ช้างทรงเครื่องยืนแท่น จึงเพื่อความสง่างามและเหมาะสมกับชั้นของพระมหากษัตริย์ และในปีพุทธศักราช 2434 ได้มีการจัดทำพระราชบัญญัติธง ฉบับที่ 1 เป็นแบบอย่างธงสยามที่รับรองเป็นกฎหมายเล่มแรก ว่าธงชาติสยามเป็นแบบไหน โดยในพระราชบัญญัติธงฉบับที่ 1 ข้อที่ 13 ได้ระบุไว้ว่า

“ข้อ 13 ธงชาติสยาม เป็นรูปช้างเผือกเปล่าพื้นแดง ใช้ในเรือกำปั่นและเรือทั้งหลายของพ่อค้าเรือกำปั่นแลเรือต่างๆ ของไปรเวตทั่วไปในชาวสยาม ประกาศมาแต่พระที่นั่งจักรกรีมหาปราสาท ลงวันที่ 25 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 110”

flag_of_thailand_(1916).svg

 

ธงแดงขาว 5 ริ้ว ถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อ พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองอุทัยธานี ซึ่งขณะนั้นประสบเหตุอุทกภัย เมื่อขบวนเสด็จได้เดินผ่านบ้านหลังหนึ่งก็มีอาการสะดุดพระเนตร พระองค์ได้ทอดพระเนตรขึ้นไปเห็นธงช้างติดอยู่ในลักษณะช้างนอนหงายเอาเท้าชี้ฟ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นมงคล

พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า ธงชาติต้องมีรูปแบบที่สมมาตรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และธงช้างผลิตจากหลายประเทศรูปร่างของช้างที่ปรากฏจึงไม่น่าดู จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปแบบธงชาติอีกครั้ง

โดยเปลี่ยนเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นรูปแบบสมมาตรไม่ว่าจะติดด้านไหนก็ไม่มีลักษณะกลับหัว โดยมีแถบยาวสีแดง 3 แถบ สลับกับแถบสีขาว 2 แถบ เรียกธงนี้ว่า ธงแดงขาว 5 ริ้ว โดยสีแดงมาจากสีเดิมของธง ส่วนสีขาวมาจากช้างเผือกนั่นเอง

900px-flag_of_thailand.svg

ถือกำเนิดธงไตรรงค์

เมื่อปี พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 ทรงอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ ฉบับภาษาอังกฤษ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2460 มีผู้เขียนเรื่องธงใช้นามปากกาว่า “อะแควเรียส” มีสาระว่า “ธงห้าริ้วสวยงามดี แต่หากจะให้ดีน่าจะมีสีน้ำเงินใส่เข้าไปด้วย เพราะสีน้ำเงิน เป็นสีแสดงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในนานาประเทศ”

พระองค์จึงทรงให้เปลี่ยนแถบสีแดงที่ตรงกลางธงเป็น สีน้ำเงินขาบ หรือสีน้ำเงินเข้มเจือม่วง อีกทั้งการที่พระองค์ได้เลือกสีนี้เพราะสีขาบเป็นสีประจำพระองค์ที่โปรดมาก เนื่องจากเป็นสีประจำวันพระราชสมภพคือวันเสาร์ตามคติโหราศาสตร์ไทย

และอีกประการหนึ่ง สีน้ำเงินยังแสดงถึงชัยชนะและความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งใช้สีแดง ขาว น้ำเงินเป็นสีในธงชาติเป็นส่วนใหญ่ด้วย

พระองค์ทรงพระราชทานชื่อเรียกใหม่ว่า “ธงไตรรงค์” พร้อมความหมาย สีแดงหมายถึงเลือดอันยอมพลีเพื่อธำรงรักษาชาติและศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ และ สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งศาสนา

ความภาคภูมิใจครั้งแรกของธงชาติไทยคือธงไตรรงค์ของสยามก็ได้เดินผ่านประตูชัยที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมกับคณะทหารอาสา ในการเฉลิมฉลองชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2462 ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชนะสงครามร่วมกับชาติมหาอำนาจในยุโรปแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ชาติมหาอำนาจในยุโรปให้การยอมรับสยามในเวทีโลก

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://news.sanook.com

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ เลื่อนวันสุดท้ายการถวายบังคมพระบรมศพ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ เลื่อนวันสุดท้ายการถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถึง 24.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2560

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 เฟซบุ๊ก Information Division of OHM ได้มีการโพสต์ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยว่าประชาชนจะมีโอกาสกราบถวายบังคมพระบรมศพไม่ทั่วถึง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนกำหนดวันสุดท้ายของการถวายบังคมพระบรมศพ จาก 30 กันยายน 2560 เป็นเวลา 24.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2560

four2

four3

 

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Information Division of OHM

1 ต.ค. นี้ เริ่มใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แค่แตะบัตรก็จ่ายเงินได้สะดวก

a1_943

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย 1 ตุลาคม 2560 เริ่มใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บิ๊กตู่กำชับทุกหน่วยงานเตรียมรองรับการใช้บัตร และให้ประเมินผลทุกเดือน 

วันที่ 24 กันยายน 2560 พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐจะชดเชยสิทธิประโยชน์ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้ใน 7 จังหวัด จำนวน 1.3 ล้านคน ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ คือ

– กรุงเทพฯ

– นนทบุรี
– ปทุมธานี
– พระนครศรีอยุธยา
– สมุทรปราการ
– นครปฐม
– สมุทรสาคร
         โดยกรมบัญชีกลางจะยกยอดวงเงินสวัสดิการที่คงเหลือจากการใช้จ่ายเฉพาะในเดือนตุลาคม 2560 ให้ไปใช้ต่อได้ในเดือนพฤศจิกายน 2560
         นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรองรับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เกิดความรัดกุม ระยะแรกควรศึกษาและประเมินผลการทำงานและข้อบกพร่องทุกเดือนเพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขให้สำเร็จอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยกรมบัญชีกลางกำลังรวบรวมข้อมูลร้านค้าและสินค้าที่เข้าร่วมโครงการและจะส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ของ ธนาคารกรุงไทย, ออมสิน และ ธ.ก.ส. เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีซี ในร้านธงฟ้าประชารัฐเรียบร้อยแล้ว 3,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรถโมบายในพื้นที่ที่ไม่สามารถตั้งเครื่องรูดบัตรอีดีซีได้ ส่วนรถโดยสารของ ขสมก. ที่สามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะติดสติ๊กเกอร์สีเขียวระบุข้อความว่า “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” ซึ่งผู้ถือบัตรเพียงนำบัตรแตะที่เครื่องอ่านบัตร ระบบจะหักค่าใช้จ่ายทันที

 

ภาพจาก เว็บไซต์ ธนาคารกรุงไทย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
workpointnews.com

ประกันสังคม จ่อยกเลิกบัตรรับรองสิทธิ ให้ใช้บัตรประชาชน ยื่นรักษาพยาบาลแทนได้เลย

main

สำนักงานประกันสังคม เตรียมเลิกพิมพ์บัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาล ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ให้ผู้ประกันตนใช้ “บัตรประชาชน” แสดงการรับบริการที่สถานพยาบาลได้เลย

นายสาธิต สิริภัทท์ ประกันสังคมจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลผู้ประกันตนให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับหน่วยงานอื่นและให้บริการ Web Service โดยการปฏิรูปประกันสังคมเข้าสู่ Digital SSO ให้รองรับบริการ e-self Service อย่างครบวงจร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงบริการและได้รับความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ทางสำนักงานประกันสังคม จะยกเลิกการพิมพ์บัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยให้ลูกจ้างและผู้ประกันตน สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชน แสดงเพื่อรับบริการที่สถานพยาบาลได้เลย ซึ่งจะสอดคล้องกับการบูรณาการฐานข้อมูลประชาชน ที่ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ให้บริการประชาชน ปรับปรุงระบบการบริการประชาชนเพื่อรองรับการใช้บัตรประจำตัวประชาชน แบบอเนกประสงค์ (Smart Card) โดยเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ทดแทนการใช้สำเนาเอกสาร

   ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลผ่านช่องทาง เว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม  หรือโทร. สายด่วน 1506 

 

ภาพจาก nitinut380 / Shutterstock.com

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก http://thainews.prd.go.th

 

มารู้จัก สิทธิ์และเงื่อนไข บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

22-09-17 (1)

เช็คสิทธิ์และผลประโยชน์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน หลังกระทรวงเริ่มทำการแจกให้ประชาชนแล้ว

หลังจากที่วานนี้ (21 ก.ย. 60) กระทรวงการคลัง ได้เริ่มมีการแจกจ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กับประชาชนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านคุณสมบัติทุกจังหวัด ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา ที่กำหนดรับบัตรดังกล่าวในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป

โดย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรที่มอบให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย (จำนวนประมาณ 11.67 ล้านคนทั่วประเทศ) ที่ได้ทำการลงทะเบียนและมีเกณฑ์ผ่านคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิ์ ซึ่งผู้มีบัตรจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ

กลุ่มที่ 1 – กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี

สิทธิ์ที่ 1 – ได้รับวงเงินซื้อสินค้า 300 บาท ต่อเดือน (จากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด) เช่น

สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
สินค้าเพื่อการศึกษา
วัตถุดิบเพื่อการเกษตรกรรม

สิทธิ์ที่ 2 – ได้รับค่าเดินทาง

ค่ารถเมล์-รถไฟฟ้า 500 บาท ต่อเดือน
ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาท ต่อเดือน
ค่ารถไฟ 500 บาทต่อเดือน

สิทธิ์ที่ 3 – ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท/คน/ 3 เดือน

และกลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท/ปี

สิทธิ์ที่ 1 – ได้รับวงเงินซื้อสินค้า 200 บาท ต่อเดือน (จากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด) เช่น

สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
สินค้าเพื่อการศึกษา
วัตถุดิบเพื่อการเกษตรกรรม

สิทธิ์ที่ 2 – ได้รับค่าเดินทาง

ค่ารถเมล์-รถไฟฟ้า 500 บาท ต่อเดือน
ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาท ต่อเดือน
ค่ารถไฟ 500 บาทต่อเดือน

สิทธิ์ที่ 3 – ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท/คน/ 3 เดือน

ทั้งนี้บัตรดังกล่าวนี้มีเงื่อนไขพิเศษ คือ ทุกวันที่ 1 ของเดือน ระบบจะทำการรีเซ็ตวงเงินในบัตรใหม่ วงเงินที่ใช้ไม่หมด จะถูกตัดส่งคืนกลับเข้ารัฐทันที ยกเว้นวงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน วงเงินจะปรับเป็นค่าเริ่มต้นทุกวันที่ 1 ของทุก 3 เดือน ซึ่งค่าก๊าซหุงต้มส่วน ที่เกิน 45 บาท ผู้มีสิทธิต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง

ส่วนช่องทางการติดต่อ หากพบว่าบัตรมีการชำรุด หรือสูญหาย สามารถติดต่อ Call Center หลักของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-111 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในกรณีบัตรหายหรือชำรุดผู้มีสิทธิสามารถดำเนินการขอเปลี่ยนบัตรใหม่ได้ที่สาขาของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย แต่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำบัตรทั้งหมด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://news.mthai.com

เริ่มแล้ววันนี้! เปิดแลก ธนบัตรที่ระลึก ร.9 เพื่อเป็นการถวายความอาลัยฯ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvMTAyLzUxNDA2OS9iOS0xLmpwZw==

ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ประชาชน แลกธนบัตรที่ระลึก ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันนี้ 20 ก.ย. 2560 เป็นวันแรก ผ่านธนาคารทุกแห่ง โดยจะใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป และสามารถพิมพ์ออกมาได้ไม่จำกัดจำนวน

วันที่ 20 กันยายน 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกใช้ธนบัตรที่ระลึก ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการถวายความอาลัยและเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นวันแรก โดยจะใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป ประชาชนสามารถแลกใช้จากธนาคารทุกแห่ง ไม่จำกัดจำนวน

สำหรับรูปแบบธนบัตร ด้านหน้าจะเป็นลักษณะเดียวกับแบบธนบัตรแบบ 16 ส่วนด้านหลังจะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ
ธนบัตรชุดใหม่นี้ มี 5 ชนิดราคา ได้แก่

com_k9_b20_b

• ชนิดราคา 20 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อครั้งทรงพระเยาว์
• ชนิดราคา 50 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ
• ชนิดราคา 100 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดาร
• ชนิดราคา 500 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระปรีชาสามารถที่สะท้อนผ่านโครงการพระราชดำริในด้านต่างๆ
• ชนิดราคา 1,000 บาท แสดงภาพเรื่องราวในช่วงปลายรัชกาลที่ประชาชนไทยร่วมกันเทิดทูนพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

“ธนบัตรชุดใหม่ที่ออกมานี้แม้ว่าจะเป็นธนบัตรที่ระลึก แต่ประชาชนจะสามารถแลกซื้อได้เหมือนธนบัตรปรกติ ซึ่งจะมีปริมาณที่เพียงพอ ธนาคารแต่ละแห่งจะมีบรรจุในตู้เอทีเอ็มแล้ว และไม่จำเป็นต้องมาต่อคิวแลกซื้อ”

com_k9_b50_b

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : www.bot.or.th

ภาพ : www.bot.or.th

เปิดตัวอย่าง การใช้ถ้อยคำแสดงความอาลัย ในหลวงรัชกาลที่ 9

21740775_1371745542938641_4493343452934432180_o

โลกออนไลน์ แชร์ภาพกราฟฟิก คำแนะนำการใช้ถ้อยคำแสดงความอาลัย ในหลวงรัชกาลที่ 9

โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพอินโฟกราฟฟิกจากคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ที่ได้อธิบายถึงการใช้วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย” และการใช้ถ้อยคำแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ถูกต้อง

โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพตัวอย่าง การใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ราชบัณฑิตยสภาได้อธิบายไว้ดังนี้

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ………………………

เสด็จสู่สวรรคาลัย ผองผสกนิกรชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์
ข้าพระพุทธเจ้า …………………….

ปวงพสกนิกรชาวไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์
ข้าพระพุทธเจ้า …………………….

ปวงประชาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า …………………….

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล
ข้าพระพุทธเจ้า ……………………

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า …………………………

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ………………………

ทั้งนี้หลังคำว่า ข้าพระพุทธเจ้า ให้ระบุชื่อบุคคล คณะบุคคล และหน่วยงาน เช่น ข้าพระพุทธเจ้านายจงรัก ภักดี, ข้าพระพุทธเจ้า คณะครูและนักเรียน ….. และข้าพระพุทธเจ้าคณะผู้บริหาร และพนักงานบริษัท ……. เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ทางสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้แนะนำการใช้วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย” ไว้ว่า

วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย” นั้น หากใช้คำว่า “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” นั้น อาจมีความหมายว่า ประชาชนเป็นผู้ส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้น หากละคำว่า “ส่ง” ออก เหลือเพียง “เสด็จสู่สวรรคาลัย” หรือ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” จะทำให้ถ้อยคำดูสวยงาม และชัดเจนกว่าคำว่า “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://news.mthai.com

ดูกันจะๆ “เหล้า เบียร์ บุหรี่” ราคาขึ้นกี่บาท !

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvMTAyLzUxMzQxNS9maWxlLmpwZw==

ดูกันจะๆ หลังปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ราคาสินค้าจำพวกเหล้า เบียร์ บุหรี่ หรือ เครื่องดืมที่มีนำตาลจะปรับราคาขึ้นไปกี่บาท จะได้หายตกใจกับข่าวลือ ที่ออกมาก่อนหน้านี้

จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยมีการกำหนดอัตราและวิธีการจัดเก็บภาษีใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ 16 ก.ย. 2560 กรมสรรพสามิตได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดแล้วว่าการปรับอัตราภาษีครั้งนี้ส่งผลต่อราคาสินค้าปรับขึ้นเพียง 2 % เท่านั้น และมีบางสินค้าราคาปรับลงด้วย มาดูรายละเอียดกันในแต่ละประเภทสินค้าว่าเป็นอย่างไรดังนี้

ไวท์นำเข้า

ราคาเกิน 1,000 บาท ราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 110 บาทต่อขวด
ราคาต่ำกว่า 1,000 บาท จะมีราคาลดลง 20-60 บาทต่อขวด

สุรา

สุราขาว จะปรับขึ้น 3.50 บาทต่อขวด
สุรากลั่นขนาดขวด 700 มิลลิลิตร 28 ดีกรี จะปรับขึ้น 8 บาทต่อขวด
สุรากลั่น 40 ดีกรี ปรับขึ้น 30 บาทต่อขวด
สุรานำเข้าที่มีราคาสูง ราคาจะปรับลดลง 2-20 บาทต่อขวด

เบียร์

เบียร์กระป๋อง จะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกระป๋อง
เบียร์ขวด จะปรับขึ้น 2 บาทต่อขวด

บุหรี่

บุหรี่ที่มีราคาต่ำกว่าซองละ 60 บาท จะปรับขึ้นประมาณ 4-15 บาทต่อซอง
บุหรี่ที่มีราคาสูงกว่า 60 บาท จะปรับเพิ่มขึ้น 2-10 บาทต่อซอง
(โดยอัตราใหม่จะใช้จัดเก็บในช่วงเวลา 2 ปี และหลังจากนั้นจะใช้อัตราที่เท่ากันที่ ร้อยละ 40)

เครื่องที่มีน้ำตาล

ชาเขียวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.13-2.05 บาท
กาแฟเพิ่มขึ้นประมาณ 1.35บาท
น้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้น 6-54 สตางค์

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก : http://money.sanook.com

เตือน! 53 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

810497-01 (1)

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา”พายุทกซูรี (DOKSURI)” ฉบับที่ 13 บริเวณเมืองเวียงจันทน์ ขณะไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น ขอเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน กทม. ตกร้อยละ 70

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (16 ก.ย. 60) พายุโซนร้อน “ทกซูรี” (DOKSURI) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว ทางด้านตะวันออกของจังหวัดน่าน ประมาณ 120 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 18.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 102.1 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือบริเวณจังหวัดน่าน ในวันนี้ (16 ก.ย. 60) ส่งผลให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่กับมีลมกระโชกแรง

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรงไว้ด้วย โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์

– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา

– ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

– ภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 18 ก.ย. 60

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก : https://news.mthai.com

ครม.เตรียมขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ 16 ก.ย.นี้ เตือนห้ามกักตุน

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzAxLzM1MDg4MjYvbmV3czE0LmpwZw==

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เตรียมปรับราคาเหล้า บุหรี่ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน 2560

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ในที่ประชุม ครม. ได้มีมติปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เหล้า บุหรี่ และไพ่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ หวั่นทำให้มีการกักตุนสินค้า รอให้มีผลตามกฏหมายก่อน

เบื้องต้น เหล้าจะปรับเพิ่มตามดีกรี หรือความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ ส่วนบุหรี่จะมีการจัดเก็บ อัตราภาษีต่อมวน และเก็บตามอัตราของราคาบุหรี่ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560

ทั้งนี้ หลังจากที่โครงสร้างภาษี ผ่าน ครม. แล้ว คาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในคืนวันที่ 15 กันยายน 2560 หรือช่วงเช้าของวันที่ 16 กันยายน 2560 นี้

นอกจากนี้จะพิจารณามาตรการนำค่าใช้จ่ายในการทำประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยวัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้มาตรการดังกล่าวเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาทำประกันสุขภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายจากงบประมาณของประเทศในการดูแลรักษาพยาบาลประชาชน

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก : http://news.sanook.com