แพทย์แนะพ่อแม่แก้ปัญหา ‘ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน’ ควรรับมืออย่างใจเย็น

PNSOC610511002001001-1

แพทย์แนะพ่อแม่รับมือลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ควรรับมืออย่างใจเย็น

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงเวลาของการเปิดเทอม เด็กๆ ต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตจากที่เคยนอนดึกตื่นสาย ไปเที่ยวกับครอบครัว ทำกิจกรรมกับพ่อแม่และเพื่อนๆ กลายเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน เรียนหนังสือและมีการบ้านกลับมาทำที่บ้าน เด็กจะรู้สึกขี้เกียจและงอแงไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในเด็กเกือบทุกคนที่เริ่มไปโรงเรียนใหม่ๆ พบในช่วงอายุประมาณ 3 ปี ถึง 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีความกังวลกับการแยกจากพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู

135267-r-1470710531536

สำหรับเด็กในวัยเรียนที่มีปัญหาการเรียน เข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือถูกทำโทษรุนแรงที่โรงเรียน บางคนแสดงออกด้วยการร้องไห้ บางคนสะสมความเครียดจนทำให้ตัวเองเจ็บป่วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดขา ปวดแขน ซึ่งเป็นกลไกการต่อต้านทางร่างกาย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรเปิดใจให้กว้างรับฟังความรู้สึกของเด็ก ต้องเข้าใจและค่อยๆ สอนลูกอย่างใจเย็น พร้อมหาทางแก้ไข

ด้านนายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นพ่อแม่ควรรับมือแก้ไขปัญหาอย่างมีสติ ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู ควรสอนเด็กให้ช่วยเหลือตนเองและช่วยงานบ้าน โดยที่พ่อแม่อยู่ใกล้ชิด คอยให้กำลังใจ นอกจากนี้ควรฝึกทักษะพื้นฐานในด้านการเล่นและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ควรให้เด็กไปโรงเรียนทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุดและขอความช่วยเหลือจากคุณครูให้รับเด็กภายหลังจากพ่อแม่มาส่งเพื่อทำให้ระยะเวลาการแยกจากที่โรงเรียนสั้นที่สุด ผู้ปกครองไม่ควรตำหนิเด็กหากอิดออดที่จะไปโรงเรียน ขณะเดินทางควรพูดเรื่องสนุกๆ ที่วางแผนจะทำในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนและควรมารับเด็กตรงเวลา หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่ได้ผลควรปรึกษาจิตแพทย์เด็ก เพื่อช่วยกันดูแลให้เด็กปรับตัวไปโรงเรียนได้อย่างมีความสุขต่อไป

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

ผู้ปกครองรายจ่ายเพิ่มรับเปิดเทอม 2561 คาดเงินสะพัด 2.75 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเปิดเทอมใหญ่ 2561 เงินสะพัด 27,500 ล้านบาท ผู้ปกครองรายจ่ายเพิ่มขึ้น ชี้ ส่วนใหญ่กลัวเงินไม่พอจ่าย ปรับตัวซื้อของน้อยลง เลือกที่ราคาไม่แพง 

new003t

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลสำรวจตัวเลขรายจ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2561 จากผู้ที่มีบุตรหลานตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ 64% มีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม จากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น หลายคนจึงปรับตัว ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หารายได้เสริม รวมถึงซื้อชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียนในราคาประหยัด

ทั้งนี้ เด็กนักเรียน 1 คน จะมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยคนละ 17,187 บาท โดยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวนนักเรียนประมาณ 1.6 ล้านคน จึงรวมเป็นเงินสะพัด 27,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายเกือบทุกรายการมีการปรับเพิ่มขึ้น ดังนี้ 

– ค่าเทอม 13,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3%

– ค่าบำรุงการศึกษา 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2%

– ค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน 4,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

– เรียนกวดวิชา 1,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%

– เรียนเสริมทักษะ 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5%

– ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น รถรับ-ส่ง 410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%

20180511021539_4313269075.

 

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียน ปรับลดลง 3.8% มาอยู่ที่ 3,270 ล้านบาท เนื่องจากผู้ปกครองเลือกซื้อในจำนวนที่น้อยลง และมองหาสินค้าราคาถูก ส่วนที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงเปิดเทอมนั้น ส่วนใหญ่เป็นการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และใช้เงินออมที่มี นอกจากนี้บางส่วนมีการยืมจากญาติ เพื่อน คนรู้จัก กู้เงินจากทั้งในและนอกระบบ เล่นแชร์ รวมถึงพึ่งโรงรับจำนำ

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก

kapook.com

 

 

 

 

อัปเดตจำนวนประชากรไทย ทุกวันนี้เรามีกันอยู่เท่าไหร่ หากไม่ใช่ตัวเลข 70 ล้าน

news06

คงจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับหลายๆ คน ว่าตกลงแล้วที่วันนี้ประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่นั้น มีจำนวนประชากรกี่สิบล้านคนกันแน่ เพราะนอกจากจะหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงยากแสนยากแล้ว แต่ละแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ยังบอกตัวเลขไม่ตรงกันอีกต่างหาก จะมีก็แต่คำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราหลายๆ คนที่มักหยิบยกตัวเลข 70 ล้านขึ้นมาพูดบ่อยๆ

เอาเป็นว่า…ในเมื่อไม่มีตัวเลขไหนที่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้ งั้นเราลองมาเช็คกันสักหน่อยดีกว่า ว่าแหล่งข้อมูลอ้างอิงทั้งหลายที่เปิดเผยอยู่ในขณะนี้ ว่าระบุจำนวนประชากรคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ จะใช่ตัวเลข 70 ล้านอย่างหลายๆ คนพูดถึงหรือเปล่า

จากข้อมูลในเว็บไซต์ มิเตอร์ประเทศไทย ได้อ้างอิงข้อมูลประชากรไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561) อยู่ที่ประมาณ 66,208,740 คน

ในขณะที่ทางเว็บไซต์ CIA World FactBook ระบุไว้ว่าจำนวนประชากรไทยอยู่ที่ 68,414,135 คน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลทางเว็บไซต์ dopa.go.th กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้รายตัวเลขจำนวนประชากรไทยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งอยู่ที่ 66,188,503 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 32,464,906 คน และผู้หญิง 33,723,597 คน

จากเพียงข้อมูลบางส่วนที่มีการเปิดเผยออกมาในปัจจุบันเท่านั้น และยังไม่มีตัวเลขไหนที่ใกล้เคียง 70 ล้านคนแม้แต่น้อย และอาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะได้ตัวเลขดังกล่าว หรือถ้านับรวมประชากรกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย แต่ไม่มีบัตรประชาชนหรือได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้อง ก็ไม่แน่ว่าอาจจะถึงตัวเลขนี้ก็ได้ แม้ว่าประชากรเหล่านั้นจะไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มี “ส่วนได้เสีย” ของคนในชาติก็ตาม

 

เตือน! 9-12 พ.ค.ไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.ฝนตกหนักบางแห่ง

ฝนตก-560x420

เตือน! 9-12 พ.ค.ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.ฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองลดลงในระยะนี้ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย ช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้

images

ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-12 พ.ค. ทำให้ภาคใต้มีเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 7 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 7 – 12 พ.ค.มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

 

 

ปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสฯใกล้โลกที่สุดในรอบปี” เห็นได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ 9 พ.ค. นี้

32073080_1877260125670493_2570747868952395776_n

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. เชิญชมปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวว่า สดร. ขอเชิญชมปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันที่ 9 พฤษภาคม โดยดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ถือว่าอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ช่วงรุ่งเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม เวลาประมาณ 07.10 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดคืนตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินจนถึงรุ่งเช้า สว่างสุกใส สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างชัดเจนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

32087250_1877260139003825_4349511649787379712_n

โดนในวันที่ 9 พฤษภาคม ดาวพฤหัสบดีจะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวคันชั่งตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถสังเกตเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนและจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เวลาประมาณ 06.00 น. ในเช้าวันที่ 10 พฤษภาคม หากสังเกตด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กจะเห็นดวงจันทร์บริวารหลักทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี เรียกว่า “ดวงจันทร์ของกาลิเลียน” คือ ไอโอ ยูโรปา แกนิมีด และคัลลิสโต รวมถึงแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีด้วย แต่หากใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีหน้ากล้องตั้งแต่ 8 นิ้ว กำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะมองเห็นจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีอย่างชัดเจน โดยคืนวันที่ 9 พฤษภาคม จะสังเกตเห็นจุดแดงใหญ่ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น. แล้วจะปรากฏอีกครั้งในเวลาประมาณ 02.00 – 06.00 น. ของวันที่ 10 พฤษภาคม

ทั้งนี้นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวย้ำว่า ตามปกติแล้วดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์หรือใกล้โลกมากที่สุดเป็นประจำทุกปี ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 และครั้งต่อไปในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ขนาดปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงที่โคจรมาใกล้โลกในแต่ละปีมีความแตกต่างกันไม่มากนัก เนื่องจากดาวพฤหัสบดีอยู่ไกลจากโลกค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวยังมีปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดีด้วย โดยดวงจันทร์ยูโรปาจะโคจรผ่านหน้าดาวพฤหัสบดีเกิดเป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดี ช่วงเวลาประมาณ 18.20 – 20.36 น. จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าติดตามอย่างมาก ถือเป็นโอกาสดีที่เยาวชนและประชาชนจะเรียนรู้ดาราศาสตร์นอกห้องเรียน

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

 

“ผู้บริหารFAT93” รับรางวัล “เณศไอยรา” ประเภท องค์กรสถานีวิทยุฯดีเด่น

“คุณกฤษณา ผู้บริหารFAT93” รับรางวัล”เณศไอยรา”ประเภท องค์กร สถานีวิทยุกระจายเสียงดีเด่น ต้นแบบคุณค่าสังคม

S__6062460

ชมรมสมาพันธ์สื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย จัดให้มีการมอบ รางวัลเณศไอยรา “รางวัลสื่อสารมวลชน” วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ “รางวัลแห่งความสำเร็จ” บุคคลตัวอย่างความสำเร็จ ประจำปี 2561 PRESS AWARDS 2018 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนน วิภาวดี – รังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา

S__6062458

ซึ่ง รางวัล”เณศไอยรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ยกย่อง ชมเชย เชิดชู สรรเสริญและให้กำลังใจเหล่าคนบันเทิง ซึ่งสามารถดำรงตนประกอบ หน้าที่การงาน จนประสบความสำเร็จหรือมีผลงานและปฏิบัติตนอันเป็นประโยชน์ที่ดีจนเป็นที่ยอมรับของสังคมและต่อวัฒนธรรมอันดีงามมีผลงานก่อประโยชน์สร้างสรรค์สังคมที่ดี 

S__6062455

โอกาสนี้ คุณกฤษณา เพียราธิสิทธิ์  ผู้บริหาร FAT93RADIO THAILAND เข้ารับรางวัล ประเภท องค์กร สถานีวิทยุกระจายเสียงดีเด่น ต้นแบบคุณค่าของสังคมแห่งปี PRESS AWARDS 2018

 

 

www.fat93.com

 

กรมสุขภาพจิต เผยวัยทำงานเสี่ยงเครียดสูง แนะ 10 วิธีดูแลใจ ทำงานอย่างมีความสุข

506032-1

กรมสุขภาพจิต เผยวัยทำงาน เป็นกลุ่มเกิดความเครียดได้สูง เผยในรอบ 3 ปี พบวัยทำงานอายุ 22-59 ปี โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 สูงอันดับ 1 รวม 100,000 กว่าสาย เรื่องที่ปรึกษามากสุด 3 อันดับแรกคือ เรื่องการกินยารักษาอาการป่วยทางจิตใจ ความเครียดวิตกกังวล และสารเสพติด เร่งจับมือหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดูแลสุขภาพใจคนทำงาน พร้อมแนะเทคนิคสร้างสุขรายวัน 10 วิธีให้ตัวเอง ผลงานวิจัยพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้ถึงร้อยละ20

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 1 พฤษภาคม ทุกปี เป็นวันแรงงานแห่งชาติ กรมสุขภาพจิตมีความเป็นห่วงสุขภาพจิตของวัยทำงาน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวัยอื่น ขณะนี้มี 38 ล้านกว่าคนทั่วประเทศ ประมาณร้อยละ 70 อยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่เหลืออยู่ในภาคเกษตรกรรม วัยทำงานนี้ เป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดความเครียด ทั้งจากการทำงาน ครอบครัว เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญทำให้เกิดการเจ็บป่วยโรคทางกาย เช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และปัญหาติดสุรา ใช้สารเสพติด การใช้ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น

INFO_010518-10วธสรางสข-01

จากข้อมูลสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่ให้บริการปรึกษาปัญหาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2558-2560 พบว่าผู้ใช้บริการมากที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน อายุ 22-59 ปี จำนวน 105,967 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด169,728 ครั้ง อันดับ 1 ร้อยละ 36 คือเรื่องการกินยารักษาอาการป่วยทางจิตใจ ,อันดับ 2 ร้อยละ 28 คือความเครียดหรือวิตกกังวล เช่นกังวลเกี่ยวกับอนาคต เรื่องคนอื่น เรื่องทั่วๆไป , อันดับ 3 ร้อยละ 10 เรื่องปัญหาสารเสพติด

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่า ในการส่งเสริมให้วัยทำงานมีความสุขทั้งการทำงานและชีวิตครอบครัว กรมสุขภาพจิตได้บูรณาการทำงานร่วมกันหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขในโครงการ “วัยทำงานปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข” ดูแลวัยแรงงานครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลการศึกษา พบว่าการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย จะช่วยส่งเสริมให้วัยแรงงานมีความสุข นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต และประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึงร้อยละ 12-20 ส่งผลให้เกิดความผูกพันต่อองค์กร ที่ผ่านมามีสถานประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 3,000 แห่ง ในปีนี้ จะขยายความร่วมมือกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และกรมควบคุมโรค โดยจะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU) ในเดือนนี้ ได้มอบหมายให้สำนักส่งเสริมสุขภาพจิตเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ

ทางด้านนางสุดา วงศ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในความร่วมมือดังกล่าวนี้ สำนักฯจะสนับสนุนด้านวิชาการ องค์ความรู้ต่างๆ ให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของสถานประกอบการ เช่น เทคนิคการสร้างสุข การคลายเครียด แบบคัดกรองและประเมินสุขภาพจิต เพื่อให้จัดระบบปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตให้วัยแรงงานกลุ่มเสี่ยงของหน่วยงานในเบื้องต้นได้ เช่นผู้ที่สูญเสียบุคคลในครอบครัว ทรัพย์สิน มีหนี้สิน เจ็บป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02-590-8235และ 02-5908168

ในส่วนของประชาชน สามารถสร้างความสุขง่ายๆรายวันให้แก่ตนเองในการทำงาน มีข้อแนะนำ 10 ประการดังนี้

1. ทบทวนถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ชื่นชมข้อดีของตนเองและผู้อื่น พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสุข 2. มีอารมณ์ขันและส่งยิ้มให้กันอยู่เสมอ 3. กล่าวคำขอบคุณให้เป็นนิสัย และขอโทษเมื่อทำผิด 4. ตั้งเป้าหมายถึงสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข และลงมือทำให้สำเร็จ 5. หยุดคิดเล็กคิดน้อย ยอมรับข้อบกพร่องของผู้อื่น 6. จัดสรรเวลาให้สมดุล ตามหลัก 8-8-8 คือทำงาน 8 ชั่วโมง เวลาที่เหลืออีก 2 ส่วนคือการนอนหลับและให้เวลากับครอบครัว 7. ใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ช่วยคลายความเครียด นอนหลับดีขึ้น หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุราและสารเสพติด 8. ออฟไลน์ออกจากโลกโซเชียล แล้วหันมาพูดคุย ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง 9. ทำงานอดิเรกที่ชอบหรือทดลองทำอะไรใหม่ๆ และ 10. ยึดหลักความพอเพียงในการดำเนินชีวิต พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ผลวิจัยยืนยันว่าคนทำงานที่มีความสุขจะเพิ่มผลผลิตมากกว่าคนทำงานที่ไม่มีความสุขถึงร้อยละ 20

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

 

ยุคนี้ไม่ต้องใช้! ส.ค.นี้ เลิกใช้สำเนาบัตรปชช.-ทะเบียนบ้านยืนยันตัวตน

30-04-18-21.

คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์4.0 เตรียมยกเลิกใช้ สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน เดือน ส.ค.นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูป เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์4.0 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักาาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วันนี้ (30 เม.ย. 2561) ได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการในสองประเด็นคือ การปฎิรูประบบราชการ มีความก้าวหน้า 3 ด้าน คือ

30-04-18-21

1.การปรับปรุงประสิทธิภาพบริการภาครัฐ โดยเตรียมดำเนินการเพิ่มเติมใน 3 เรื่อง ประกอบด้วยธุรกิจ

1.1.พาณิชย์นาวี ให้บริหารแบบวันสตอปเซอร์วิส ด้านแรงงานทางทะเล การพัฒนาระบบอีเซอร์วิส การบริการ และจัดทำหลักสูตรกลางด้านพาณิชย์นาวีให้กบสถาบันการศึกษา

2.1 ด้านใบอนุญาติการเกษตร ซึ่งจะปรับปรุงการอนุญาติครอบครองสารเคมี เพื่อนำมาใช้คลุกเมล็ดพันธ์พืช เพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ตลอดจน สร้างแอปพริเคชั่น ตรวจสอบข้อมูลขึ้นทะเบียน และการต่ออายุใบสำคัญต่างๆ และ

3.1การบริหารจัดการคิวโรงพยาบาลเพื่อให้มีระบบ คิวกลาง สำหรับนัดเข้ารับการรักษา ระบบแจ้งเตือนก่อนวันนัด แจ้งขั้นตอนการรับบริการตั้งแต่ต้นจนจบ

2.ด้านการพัฒนาและรังสรรค์นวัตกรรมในรูปใหม่

และ 3 ด้านการเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทอรนิกส์ องค์การมหาชน จะระบุตำแหน่งให้บริการ ประชาชน ประมาณ 4 หมื่นจุด ในเดือน พ.ค. ยกเลิกสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน จากหน่วยงานผู้ให้บริการ พร้อมเปิดใช้แอปพริเคชั่น บอกข้อมูลบริการ ในเดือ นส.ค. จากนั้นในเดือน ต.ค. เริ่มยกเลิกสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล เป็นต้น

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าปฎิรูปกฎหมาย ที่ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และดำเนินธุรกิจประชาชน จำนวน 10 คณะพิจารณากฎหมาย 27 เรื่อง

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

 

แรงงานไทยกับทุนมนุษย์

CiHZjUdJ5HPNXJ92GRjmtrtyDWeKEb3YLv

วันนี้เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” รัฐบาลให้ความสำคัญเป็น วันหยุด และ จัดงานฉลองรื่นเริง แล้วก็จบกันไปเหมือน “วันเด็กแห่งชาติ” มีแต่คำขวัญและสุนทรพจน์นายกรัฐมนตรีตามพิธีการ ไม่มีนโยบายใหม่หรือแนวคิดใหม่ในการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้ทันกับทักษะแรงงานใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ไปฟังสุนทรพจน์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้เสียหน่อยนะครับ

ใจความสำคัญก็คือ รัฐบาลมีนโยบายสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างความมั่นคงในอาชีพ และ ให้การดูแลพี่น้องแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพอย่างเท่าเทียมกัน โดยได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและทักษะแรงงานทุกระดับให้ก้าวสู่แรงงานที่มีทักษะสูง มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานโลก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ฟังสุนทรพจน์ของ นายกฯตู่ แล้ว ก็ไปดู “ความเป็นจริง” ของแรงงานไทยในปัจจุบันว่า มีความมั่นคงในอาชีพ และ มีทักษะตามที่ตลาดแรงงานโลก ต้องการหรือไม่

ก่อนถึงวันแรงงานแห่งชาติไม่กี่วัน คุณธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้แถลง ผลสำรวจกลุ่มแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน 1,194 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ พบว่า 96% ของแรงงานไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงสุดในรอบ 10 ปี เฉลี่ยมีหนี้ครัวเรือนละ 137,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 4.3 แบ่งเป็น หนี้ในระบบ 65.4% ดอกเบี้ยร้อยละ 10.6 และ เป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ 34.6% ดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 20.1 ต่อเดือน หรือตก 241.2% ต่อปี แล้ว ผู้ใช้แรงงานจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร

แรงงานไทยไม่เพียงมีหนี้สินท่วมครัวเรือน คุณภาพแรงงานไทย จากรายงาน Global Human Capital Index 2017 ของ World Economic Forum (WEF) จัดให้ แรงงานไทยอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน แรงงานไทยอยู่ในอันดับที่ 6 โดยมี แรงงานสิงคโปร์ มาเป็นอันดับ 1 (อันดับโลก 11) ญี่ปุ่น อันดับ 2 (อันดับโลก 17) เกาหลีใต้ อันดับ 3 (อันดับโลก 27) มาเลเซีย อันดับ 4 (อันดับโลก 33) จีน อันดับ 5 (อันดับโลก 34) ส่วน เวียดนาม อันดับโลก 64 อินโดนีเซีย 65 ลาว 84 เมียนมา 89 กัมพูชา 92

การจัดอันดับแรงงานของ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เขาถือว่า “แรงงาน” เป็น “ทุนมนุษย์” Human Capital ไม่ใช่แค่ผู้ใช้แรงงานอย่างที่รัฐบาลไทยคิด เมื่อเป็น “ทุนมนุษย์” ก็ต้อง มีความรู้ มีทักษะ ที่สามารถ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับบริษัท ประเทศ และโลก โดย WEF ระบุถึง องค์ประกอบ ของการเป็น ทุนมนุษย์ ประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้

1.Capacity ความสามารถ ดูที่ระดับการศึกษาของคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ ที่เป็นผลจากการลงทุนในด้านการศึกษา ที่ผ่านมา 2.Development การพัฒนา พิจารณาถึงการศึกษาของแรงงานรุ่นต่อไปว่ามีการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาทักษะของแรงงานปัจจุบัน 3.Deployment การนำไปใช้ปฏิบัติ พิจารณาถึงการใช้ทักษะและการสะสมทักษะในประชากรสูงวัย 4.Know–How ความรู้ในทักษะ พิจารณาความกว้างและความลึกของความเชี่ยวชาญในทักษะที่ใช้ในการทำงาน

ดูองค์ประกอบ “ทุนมนุษย์” ของ ดับบลิวอีเอฟ แล้วจะเห็นว่า การสร้าง “ทุนมนุษย์” แทน “ผู้ใช้แรงงานทั่วไป” ไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษาที่ดี การพัฒนาทักษะที่ต่อเนื่อง และ การสร้างทักษะใหม่ๆ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

แต่ดูเหมือน รัฐบาลไทยทุกรัฐบาล จะไม่เข้าใจคำว่า “ทุนมนุษย์” นอกจาก “ผู้ใช้แรงงาน” จึงถือเอา “การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” เป็นผลงานทุกปี ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่มีค่าแรงขั้นต่ำครับ ท่านนายกฯ ตราบใดที่ยังมีค่าแรงขั้นต่ำ คุณภาพชีวิตแรงงานก็ไม่มีทางที่จะดีขึ้น ต้องพัฒนาความรู้และทักษะให้เป็น “ทุนมนุษย์” เท่านั้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

 ขอขอบคุณข่าวและภาพจาก

www.thairath.co.th

 

 

เตือนระวัง! โรคไข้เลือดออก ยังไม่เข้าหน้าฝน แต่พบอัตราป่วยตายสูงขึ้น

iStock-499204926

กรมควบคุมโรค ห่วงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก แม้ยังไม่เข้าหน้าฝนแต่พบอัตราป่วยตายสูงขึ้น

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากรายงานของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง พบว่า ในปี 2561 นี้ มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 6,565 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับทุกปีในช่วงเวลาเดียวกัน และได้รับรายงานผู้เสียชีวิต 18 ราย โดยเป็นผู้เสียชีวิตที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะเสี่ยง 14 ราย (3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด) ได้แก่ ภาวะอ้วน 4 ราย เบาหวานและความดันโลหิตสูง 2 ราย โรคเลือด 2 ราย ลมชักและบกพร่องทางสติปัญญา 2 ราย ติดสุรา 1 ราย ลิ้นหัวใจรั่ว 1 ราย ทารก 1 ราย และอยู่ระหว่างมีประจำเดือน 1 ราย

ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรกในช่วง 4 สัปดาห์ล่าสุด ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ระนอง ระยอง นครศรีธรรมราช และพิจิตร ตามลาดับ ซึ่งสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในภาพรวมของประเทศไทยปีนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะระบาดรุนแรง แต่จากข้อมูลพบว่ามีอัตราป่วยตายสูงขึ้นจากปกติ โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคใต้ที่มีอัตราป่วยตายร้อยละ 0.25 และ 0.26 ตามลาดับ ซึ่งสูงกว่าปกติประมาณ 2 เท่า (อัตราป่วยตายปกติ : 0.1)

iStock-619235198

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า แม้ในช่วงนี้จะยังไม่เข้าสู่หน้าฝนก็ตาม แต่เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ร้อนสลับฝน จึงอาจเกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้ กรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิดหรือปล่อยปลากินลูกน้ำ ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

กรมควบคุมโรค ได้สั่งการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 เขต และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ให้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่จำเป็นแก่ประชาชนทั้งในส่วนของมาตรการและการป้องกันโรค หากประชาชนหรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวหรือภาวะเสี่ยง มีอาการสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เช่นไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2-3 วันไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com