เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร ช่วยผู้ประกันตนเป็น 600 บาท แถมเบิกได้ถึง 3 คน

87155010

ครม. ไฟเขียวช่วยผู้ประกันตนเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรเป็น 600 บาท แถมเบิกสงเคราะห์บุตร ได้คราวละไม่เกิน 3 คน

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 61 ที่ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ… ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

“โดยกำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์จากอัตราเหมาจ่ายเป็นเงิน 400 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คนเป็นอัตราเหมาจ่าย 600 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน โดยให้มีผลย้อนหลังใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ทั้งนี้ ยังได้กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปี บริบูรณ์จากจำนวนคราวละไม่เกิน 2 คนเป็นจำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.2558” ว่า

ตนได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคมเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้ดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวในรายละเอียด ก่อนส่งกลับให้กระทรวงแรงงานลงนามในกฎกระทรวงเพื่อประกาศใช้ต่อไป

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร ในครั้งนี้จะมีผู้ประกันตนได้รับประโยชน์จากการรับเงินสงเคราะห์บุตรจำนวน 1,202,009 ราย และจำนวนบุตร 1,326,695 ราย โดยมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนเพิ่มสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรนั้น เป็นการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของผู้ประกันตน ให้สามารถเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกัน พัฒนาประเทศชาติ จึงขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจในการทำงานของสำนักงานประกันสังคมที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

เตือน! ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ใครเข้าข่ายบ้าง ไปเช็กด่วน !!!

ac8f2966-a1_426

กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษา รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี 3 ล้าน 5 แสนโดส ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก

โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ และเกิดได้ตลอดปี และยังพบข้อมูลว่า มีการระบาดมากในฤดูฝน ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำอาจเกิดมีอาการแทรกซ้อน ซึ่งบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เปิดเผยว่า จากรายงานเฝ้าระวังโรค โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยแล้วเกือบ 30,000 คน เสียชีวิต 1 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A ชนิด H1N1 และ H3N2  ขณะที่บางส่วนเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ B

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ สปสช.จัดเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฤดูกาลใหม่ 3 ล้าน 5 แสนโดส ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการ เพื่อฉีดให้กับประชาชนทุกสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด โดยจะให้บริการกับกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด คือ

– กลุ่มหญิงมีครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

– เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี

– ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน

– ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

– ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

– โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ

-โรคอ้วน หรือผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม

นพ.ศักดิ์ชัย ระบุว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะมีผลช่วยป้องกันได้ร้อยละ 60-70 ดังนั้นการดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันตนเองจากการสัมผัสผู้ที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การทำร่างกายให้แข็งแรง กินอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพและล้างมือให้สะอาด ยังเป็นมาตรการที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป

สิ่งที่ควรทำในวันวิสาขบูชา

CiHZjUdJ5HPNXJ92GRg3lT8pV6P2PWonrN (1)

ชาวพุทธไม่ควรละเลยกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา ควรพาครอบครัวไปวัดทำบุญตามหน้าที่ชาวพุทธที่ดี

ทุกครั้งที่สำคัญทางพระพุทธศาสนามาถึง ถือเป็นโอกาสดีที่พุทธศาสนิกชนจะได้ทำความดีเพิ่มบุญให้กับตัวเองและน้อมเป็นพุทธบูชา โดยวันที่ 29 พ.ค. นี้ก็เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งมีความสำคัญโดยเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และพระปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เราชาวพุทธก็ควรเข้าวัดทำบุญตามที่โบราณชนพาทำมา พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้ปลูกฝังลูกหลานให้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เป็นชาวพุทธที่ดีต่อไป

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรในวันวิสาขบูชาได้อย่างครบถ้วน เรามีแนวทางที่เป็นไกด์ไลน์มาบอก ลองอ่านดู

-ก่อนถึงวันวิสาขบูชา ควรปรึกษากับครอบครัว พ่อแม่ลูก ตกลงกันว่าตอนเช้าจะไปทำบุญที่วัดไหนดี ช่วยกันออกความเห็น จากนั้นเตรียมของทำบุญที่สามารถเตรียมล่วงหน้าได้ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น นมกล่องพร่องมันเนย น้ำผลไม้สด น้ำเปล่า เป็นต้น

-ตื่นเช้าไปตลาดซื้อของมาทำอาหาร เน้นเมนูที่ไม่หวานจัดและมันจัด ถ้าไม่ได้ทำอาหารก็ซื้ออาหารปรุงเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ เน้นต้องเป็นอาหารที่ไม่มัน หวานจัด เค็มจัด

99499BBC6CF843A7A8ACD52E55ADEC81

-นอกจากซื้อดอกไม้ธูปเทียนเพื่อไปบูชาพระที่วัด อย่าลืมซื้อดอกไม้มาบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาหรือหิ้งพระที่บ้านด้วย

-เวลาไปทำบุญที่วัด (ทุกวัดจัดทำบุญตักบาตรอยู่แล้ว) ถ้าไม่ติดธุระที่ไหน ควรอยู่ให้จบพิธี ตั้งแต่ทำบุญตักบาตร สมาทานศีล ฟังเทศน์ (บางวัดมีเทศน์ตอนเช้า) ถวายภัตตาหารเช้า รับพรแล้วค่อยกลับบ้าน

-ทำบุญเช้าที่วัดเสร็จแล้ว อาจไปทำบุญที่อื่นต่อ อาจเป็นวัดอื่นที่มีกิจกรรมให้ทำบุญ หรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่วัด หรือทำบุญกับตัวบุคคล เช่น ทำบุญกับขอทาน กับคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น

การทำบุญ เป็นการขจัดความตระหนี่ในตัวเอง และทำให้คนทำมีแต่ความสุข เบิกบานใจ ลองทำดูจะรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง

พอตกตอนเย็น ทุกวัดจะมีกิจกรรม เช่น ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ และเวียนเทียน จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ชาวพุทธไม่ควรพลาด จะต้องไปวัดอีกครั้งเพื่อร่วมกิจกรรมดังกล่าว

7E57B3F6D7F046CC8890862003C1D573

นอกจากไปทำกิจกรรมเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องรักษากาย วาจา ใจของตัวเองให้สะอาดผ่องใสอยู่เสมอตลอดทั้งวัน ต้องระวังไม่ไปทำชั่วใดๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แค่นี้ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของความเป็นชาวพุทธที่ดีแล้ว

สำหรับใครอยู่กรุงเทพฯ สามารถไปร่วมกิจกรรมเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชาซึ่งจัดขึ้นที่ลานคนเมืองได้ ซึ่งจัดมาตั้งแต่วันที่ 25 ไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค.วันสุดท้ายที่ช่วงเย็นจะมีพิธีเวียนเทียนด้วย

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

https://40plus.posttoday.com

 

เทียบกันจะจะ!! ราคาน้ำมันประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน ใครแพงกว่ากัน

shutterstock_360162839-768x514

ราคาน้ำมัน ใครแพงกว่ากัน?!

ราคาน้ำมัน ระหว่าง ประเทศไทย กับ เพื่อนบ้านทั้ง 7 ประเทศ เทียบให้เห็นกันแบบจะจะ ใครถูกใครแพง แล้วประเทศไทยอยู่อันดับไหน

9 อันดับราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและไทย (เรียงจากแพงสุดไปถูกสุด) (อัพเดตข้อมูลล่าสุด 21 พฤษภาคม 2561)

1. สิงคโปร์ ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 1.64 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52.66 บาท)

2. ลาว ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 1.24 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 39.82 บาท)

3. สาธารณะรัฐประชาชนจีน ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 1.19 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38.21 บาท)

4. ไทย ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 1.17 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37.57 บาท)

5. กัมพูชา ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 1.09 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35.00 บาท)

6. เวียดนาม ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 0.93 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.86 บาท)

7. อินโดนีเซีย ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 0.66 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.19 บาท)

8. พม่า ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 0.65 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.87 บาท)

9. มาเลเซีย ราคาโดยเฉลี่ยต่อลิตร 0.55 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17.66 บาท)

จะเห็นว่า ราคาน้ำมันประเทศไทยยังแพงติดอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ประเทศไทยมีการผลิตน้ำมันเอง จึงไม่แปลกที่จะสงสัยว่า ทำไมราคาน้ำมันถึงแพงขึ้น หรืออาจเป็นเพราะประเทศไทยมีการเก็บภาษีที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว บวกกับการขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาใช้ไม่เพียงพอกับปริมาณการใช้น้ำมันภายในประเทศ ก็เป็นไปได้…

ที่มา : www.globalpetrolprices.com

 

กสทช. ยัน ‘LINE Call’ โทรผ่านเน็ต ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

u41

กสทช. ลั่นอย่าเชื่อข่าวลือ ยืนยัน ‘LINE Call’ โทรผ่านเน็ต ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อข้อความและแนบคลิปวีดีโอสร้างความเข้าใจผิด “อันตรายจากการใช้โทรทางไลน์ โทรศัพท์มือถือ” โดยมีเนื้อหาใจความว่า การโทรทางไลน์ มีอันตรายมากกว่าการโทรศัพท์ปกติ เนื่องจากระหว่างใช้ WIFI และ DATA โทรศัพท์จะมีการปล่อยสัญญาณมากกว่าตอนพูดคุยปกติ ถ้ารู้สึกปวดไหล่ หรือปวดตา แปลว่าถูกสัญญาณเหล่านั้นเล่นงานสุขภาพ

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อความเนื้อหาลักษณะดังกล่าว พบการแชร์มามั่ว ไม่เป็นความจริง และไม่มีหลักแหล่งที่มาที่ไปตั้งแต่ ปี 2559 แต่ถูกนำมาพูดบันทึกเสียงลงคลิปใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากลองดูในช่องแสดงความคิดเห็น ก็ถูกปิดกั้นไว้ ป้องกันการโต้แย้ง มีเจตนาสร้างความแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด

u12

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ให้ข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวไว้ว่า โทรศัพท์มือถือมีการปล่อยคลื่นกำลังแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างการใช้งานจริง ซึ่งการใช้อินเทอร์เน็ตดาต้า เป็นเทคโนโลยี 3G – 4G มีความกว้างในการแผ่คลื่นมากกว่าการโทรศัพท์ธรรมดา ที่ใช้เทคโนโลยี 2G – 3G เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ยังคงอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ไม่มีข้อบ่งชี้ ทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ว่าแบบไหนอันตรายกว่ากัน เพราะอุปกรณ์ที่ผ่านการตรวจมาตรฐานจาก กสทช. เป็นไปตามมาตรฐานทั่วโลก โดยองค์กรอนามัยโลก(WHO)จัดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากลุ่มนี้อยู่ใน Class B ซึ่งไม่ได้มีอันตรายมากนัก

 

ขอบคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

แพทย์แนะพ่อแม่แก้ปัญหา ‘ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน’ ควรรับมืออย่างใจเย็น

PNSOC610511002001001-1

แพทย์แนะพ่อแม่รับมือลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ควรรับมืออย่างใจเย็น

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงเวลาของการเปิดเทอม เด็กๆ ต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตจากที่เคยนอนดึกตื่นสาย ไปเที่ยวกับครอบครัว ทำกิจกรรมกับพ่อแม่และเพื่อนๆ กลายเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน เรียนหนังสือและมีการบ้านกลับมาทำที่บ้าน เด็กจะรู้สึกขี้เกียจและงอแงไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในเด็กเกือบทุกคนที่เริ่มไปโรงเรียนใหม่ๆ พบในช่วงอายุประมาณ 3 ปี ถึง 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีความกังวลกับการแยกจากพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู

135267-r-1470710531536

สำหรับเด็กในวัยเรียนที่มีปัญหาการเรียน เข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือถูกทำโทษรุนแรงที่โรงเรียน บางคนแสดงออกด้วยการร้องไห้ บางคนสะสมความเครียดจนทำให้ตัวเองเจ็บป่วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดขา ปวดแขน ซึ่งเป็นกลไกการต่อต้านทางร่างกาย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรเปิดใจให้กว้างรับฟังความรู้สึกของเด็ก ต้องเข้าใจและค่อยๆ สอนลูกอย่างใจเย็น พร้อมหาทางแก้ไข

ด้านนายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นพ่อแม่ควรรับมือแก้ไขปัญหาอย่างมีสติ ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู ควรสอนเด็กให้ช่วยเหลือตนเองและช่วยงานบ้าน โดยที่พ่อแม่อยู่ใกล้ชิด คอยให้กำลังใจ นอกจากนี้ควรฝึกทักษะพื้นฐานในด้านการเล่นและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ควรให้เด็กไปโรงเรียนทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุดและขอความช่วยเหลือจากคุณครูให้รับเด็กภายหลังจากพ่อแม่มาส่งเพื่อทำให้ระยะเวลาการแยกจากที่โรงเรียนสั้นที่สุด ผู้ปกครองไม่ควรตำหนิเด็กหากอิดออดที่จะไปโรงเรียน ขณะเดินทางควรพูดเรื่องสนุกๆ ที่วางแผนจะทำในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนและควรมารับเด็กตรงเวลา หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่ได้ผลควรปรึกษาจิตแพทย์เด็ก เพื่อช่วยกันดูแลให้เด็กปรับตัวไปโรงเรียนได้อย่างมีความสุขต่อไป

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com

 

ผู้ปกครองรายจ่ายเพิ่มรับเปิดเทอม 2561 คาดเงินสะพัด 2.75 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเปิดเทอมใหญ่ 2561 เงินสะพัด 27,500 ล้านบาท ผู้ปกครองรายจ่ายเพิ่มขึ้น ชี้ ส่วนใหญ่กลัวเงินไม่พอจ่าย ปรับตัวซื้อของน้อยลง เลือกที่ราคาไม่แพง 

new003t

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลสำรวจตัวเลขรายจ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2561 จากผู้ที่มีบุตรหลานตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ 64% มีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม จากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น หลายคนจึงปรับตัว ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หารายได้เสริม รวมถึงซื้อชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียนในราคาประหยัด

ทั้งนี้ เด็กนักเรียน 1 คน จะมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยคนละ 17,187 บาท โดยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวนนักเรียนประมาณ 1.6 ล้านคน จึงรวมเป็นเงินสะพัด 27,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายเกือบทุกรายการมีการปรับเพิ่มขึ้น ดังนี้ 

– ค่าเทอม 13,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3%

– ค่าบำรุงการศึกษา 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2%

– ค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน 4,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

– เรียนกวดวิชา 1,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%

– เรียนเสริมทักษะ 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5%

– ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น รถรับ-ส่ง 410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%

20180511021539_4313269075.

 

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียน ปรับลดลง 3.8% มาอยู่ที่ 3,270 ล้านบาท เนื่องจากผู้ปกครองเลือกซื้อในจำนวนที่น้อยลง และมองหาสินค้าราคาถูก ส่วนที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงเปิดเทอมนั้น ส่วนใหญ่เป็นการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และใช้เงินออมที่มี นอกจากนี้บางส่วนมีการยืมจากญาติ เพื่อน คนรู้จัก กู้เงินจากทั้งในและนอกระบบ เล่นแชร์ รวมถึงพึ่งโรงรับจำนำ

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก

kapook.com

 

 

 

 

อัปเดตจำนวนประชากรไทย ทุกวันนี้เรามีกันอยู่เท่าไหร่ หากไม่ใช่ตัวเลข 70 ล้าน

news06

คงจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับหลายๆ คน ว่าตกลงแล้วที่วันนี้ประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่นั้น มีจำนวนประชากรกี่สิบล้านคนกันแน่ เพราะนอกจากจะหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงยากแสนยากแล้ว แต่ละแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ยังบอกตัวเลขไม่ตรงกันอีกต่างหาก จะมีก็แต่คำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราหลายๆ คนที่มักหยิบยกตัวเลข 70 ล้านขึ้นมาพูดบ่อยๆ

เอาเป็นว่า…ในเมื่อไม่มีตัวเลขไหนที่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้ งั้นเราลองมาเช็คกันสักหน่อยดีกว่า ว่าแหล่งข้อมูลอ้างอิงทั้งหลายที่เปิดเผยอยู่ในขณะนี้ ว่าระบุจำนวนประชากรคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ จะใช่ตัวเลข 70 ล้านอย่างหลายๆ คนพูดถึงหรือเปล่า

จากข้อมูลในเว็บไซต์ มิเตอร์ประเทศไทย ได้อ้างอิงข้อมูลประชากรไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561) อยู่ที่ประมาณ 66,208,740 คน

ในขณะที่ทางเว็บไซต์ CIA World FactBook ระบุไว้ว่าจำนวนประชากรไทยอยู่ที่ 68,414,135 คน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลทางเว็บไซต์ dopa.go.th กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้รายตัวเลขจำนวนประชากรไทยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งอยู่ที่ 66,188,503 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 32,464,906 คน และผู้หญิง 33,723,597 คน

จากเพียงข้อมูลบางส่วนที่มีการเปิดเผยออกมาในปัจจุบันเท่านั้น และยังไม่มีตัวเลขไหนที่ใกล้เคียง 70 ล้านคนแม้แต่น้อย และอาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะได้ตัวเลขดังกล่าว หรือถ้านับรวมประชากรกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย แต่ไม่มีบัตรประชาชนหรือได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้อง ก็ไม่แน่ว่าอาจจะถึงตัวเลขนี้ก็ได้ แม้ว่าประชากรเหล่านั้นจะไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มี “ส่วนได้เสีย” ของคนในชาติก็ตาม

 

เตือน! 9-12 พ.ค.ไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.ฝนตกหนักบางแห่ง

ฝนตก-560x420

เตือน! 9-12 พ.ค.ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.ฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองลดลงในระยะนี้ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย ช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้

images

ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-12 พ.ค. ทำให้ภาคใต้มีเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 7 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 7 – 12 พ.ค.มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 6 – 8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9 – 12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

 

 

ปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสฯใกล้โลกที่สุดในรอบปี” เห็นได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ 9 พ.ค. นี้

32073080_1877260125670493_2570747868952395776_n

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. เชิญชมปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวว่า สดร. ขอเชิญชมปรากฎการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันที่ 9 พฤษภาคม โดยดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ถือว่าอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ช่วงรุ่งเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม เวลาประมาณ 07.10 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดคืนตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินจนถึงรุ่งเช้า สว่างสุกใส สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างชัดเจนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

32087250_1877260139003825_4349511649787379712_n

โดนในวันที่ 9 พฤษภาคม ดาวพฤหัสบดีจะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวคันชั่งตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถสังเกตเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนและจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เวลาประมาณ 06.00 น. ในเช้าวันที่ 10 พฤษภาคม หากสังเกตด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กจะเห็นดวงจันทร์บริวารหลักทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี เรียกว่า “ดวงจันทร์ของกาลิเลียน” คือ ไอโอ ยูโรปา แกนิมีด และคัลลิสโต รวมถึงแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีด้วย แต่หากใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีหน้ากล้องตั้งแต่ 8 นิ้ว กำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะมองเห็นจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีอย่างชัดเจน โดยคืนวันที่ 9 พฤษภาคม จะสังเกตเห็นจุดแดงใหญ่ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น. แล้วจะปรากฏอีกครั้งในเวลาประมาณ 02.00 – 06.00 น. ของวันที่ 10 พฤษภาคม

ทั้งนี้นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวย้ำว่า ตามปกติแล้วดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์หรือใกล้โลกมากที่สุดเป็นประจำทุกปี ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 และครั้งต่อไปในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ขนาดปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงที่โคจรมาใกล้โลกในแต่ละปีมีความแตกต่างกันไม่มากนัก เนื่องจากดาวพฤหัสบดีอยู่ไกลจากโลกค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวยังมีปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดีด้วย โดยดวงจันทร์ยูโรปาจะโคจรผ่านหน้าดาวพฤหัสบดีเกิดเป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดี ช่วงเวลาประมาณ 18.20 – 20.36 น. จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าติดตามอย่างมาก ถือเป็นโอกาสดีที่เยาวชนและประชาชนจะเรียนรู้ดาราศาสตร์นอกห้องเรียน

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก

news.mthai.com