สัตวแพทย์ แนะสัญญาณเสี่ยง-วิธีป้องกัน เหตุสุนัขกัดเด็ก

01654

“สัตวแพทย์” แนะดูพฤติกรรมสุนัข ป้องกันเหตุเด็กถูกรุมกัด พร้อมชี้ผู้ปกครองต้องช่วยดู และเจ้าของสุนัขต้องเข้าใจนิสัยสัตว์เลี้ยง

นายสัตวแพทย์ณัฏฐ์ธิติ วิไลรัตน์ ประจำโรงพยาบาลสัตว์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลการสังเกตพฤติกรรมของสุนัข หรือข้อควรระวัง เพื่อป้องกันเด็กถูกสุนัขรุมกัด ว่าสุนัขก็เหมือนเด็กหรือคน ที่มีนิสัยก้าวร้าว, รุนแรง เป็นพฤติกรรมในบางตัวที่เกิดจากประสบการณ์ และการบ่มเพาะเลี้ยงดู ทั้งสุนัขในเลี้ยง หรือสุนัขจรจัด

โดยเฉพาะสุนัขที่มีนิสัยก้าวร้าว จะมองเด็กเหมือนเป็นเหยื่อที่อ่อนแอ ประกอบกับสัญชาตญาณไล่ล่าสูง หรือมีความรู้สึกอยากวางอำนาจเหนือเด็ก จึงเข้าจู่โจมเด็กเล็กเพราะคิดว่าเป็นเหยื่อให้ไล่ล่าได้ง่าย อีกทั้งหากเด็กมีพฤติกรรมวิ่งวุ่น-กรี๊ดกร๊าด, วิ่งไล่จับ, วิ่งหนี หรือวิ่งให้สุนัขไล่ ก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นสัญชาตญาณการไล่ล่า หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น เห่า, กระโจนเข้าใส่ และกัด เนื่องจากสุนัขบางตัวมีพื้นฐานตื่นตัวง่าย

ในส่วนของสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น พุดเดิ้ล ก็สามารถแสดงความก้าวร้าว หากเจ้าของเลี้ยงดู โดยปล่อยให้แสดงตัวเป็น “จ่าฝูง” ในบ้าน ซึ่งมักมีพฤติกรรมดุเมื่ออยู่กับเจ้าของ แต่จะหงอยเมื่ออยู่ตัวเดียว หรืออยู่นอกบ้าน หรือหากสุนัขมีพฤติกรรมแสดงความหวงถิ่น, หวงข้าวของ ก็อาจเห่า หรือกระโจนเข้าใส่คนได้

12314

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ พ่อ-แม่ผู้ปกครอง ต้องช่วยสังเกตสัตว์เลี้ยงในชุมชน หากตัวใดมีพฤติกรรมก้าวร้าว ต้องให้เด็กเลี่ยงเข้าใกล้ รวมทั้งห้ามไม่ให้เด็กไปแกล้ง ไปกระตุ้นให้ตื่นกลัว หรือทำให้สุนัขแสดงสัญชาตญาณนักล่า อีกทั้งต้องสอนให้เด็กรู้ว่า ควรทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่ใกล้สุนัข เพื่อจะได้ไม่ถูกกัด ขณะเดียวกัน เจ้าของสุนัขต้องเข้าใจนิสัยสัตว์เลี้ยงของตัวเองด้วย

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://news.mthai.com

 

ไขข้อสงสัย ทำไมต้องชื่อพายุไต้ฝุ่น “มังคุด” ทั้งที่แทบไม่เฉียดเข้าไทย ?

สงสัยกันหรือไม่ ทำไมต้องตั้งชื่อพายุไต้ฝุ่นเป็นชื่อผลไม้ไทยอย่าง ไต้ฝุ่นมังคุด เพราะคณะกรรมการไต้ฝุ่นที่มีประเทศไทยเป็นสมาชิกช่วยกันตั้งชื่อ

1180285921

ภาพจาก Matt Leung/Shutterstock.com

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมช่วงหลังมานี้มีการเรียกชื่อพายุหมุนเขตร้อนด้วยชื่อผลไม้ไทยอย่าง ขนุน, มังคุด ทั้ง ๆ ที่พายุเหล่านั้นแทบจะไม่มาถล่มประเทศไทยเต็ม ๆ เลยก็ตาม โดยเรื่องนี้มีที่มาที่ไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 17 กันยายน 2561 เว็บไซต์เวิร์คพอยท์นิวส์ รายงานว่า การตั้งชื่อพายุหมุนในเขตร้อนนั้น มาจากสมาชิกทั้ง 14 รายของ คณะกรรมการไต้ฝุ่น (WMO Typhoon Committee) ซึ่งไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย จะเสนอรายชื่อไต้ฝุ่นรายละ 10 ชื่อ เพื่อเป็นฐานรายชื่อในการนำไปตั้งชื่อพายุ

โดยสมาชิกทั้ง 14 ราย ได้เสนอรายชื่อพายุรายละ 10 ชื่อ รวมเป็น 140 ชื่อ ซึ่งถูกแบ่งเป็น 5 กลุ่ม จะมีการนำไปตั้งชื่อพายุหมุนในเขตร้อนไล่เรียงกันไปตามลำดับ สำหรับชื่อพายุที่ไทยนำเสนอทั้งหมด 10 ชื่อ ประกอบด้วย พระพิรุณ มังคุด วิภา บัวลอย เมขลา อัสนี นิดา ชบา กุหลาบ และ ขนุน

473969500

 สำหรับชื่อพายุหมุนเขตร้อนทั้งหมดนั้น ได้จัดทำตารางชื่อพายุ พร้อมความหมาย และที่มาของประเทศเจ้าของชื่อต่าง ๆ ดูได้ทางทางเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา 

Strong winds carry debris in the air as a storm surge floods the village of Lei Yu Mun during Super Typhoon Mangkhut in Hong Kong on September 16, 2018. / AFP PHOTO / Anthony WALLACE

ภาพจาก Anthony WALLACE/AFP

This photo by Taiwan agency CNA Photo taken and released on September 15, 2018 shows shows seawater being sucked into the air in Taitung county, eastern Taiwan, as Super Typhoon Mangkhut approached waters near southern Taiwan. / AFP PHOTO / CNA PHOTO / CNA PHOTO / - Taiwan OUT - China OUT - Macau OUT - Hong Kong OUT / RESTRICTED TO EDITORIAL USE - MANDATORY CREDIT "AFP PHOTO /CNA" - NO MARKETING NO ADVERTISING CAMPAIGNS - DISTRIBUTED AS A SERVICE TO CLIENTS

 ภาพจาก AFP PHOTO/CNA

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาworkpointnews

 

 

 

 

อุตุฯ ประกาศเตือน 2 พายุ “บารีจัต-มังคุด” ทำให้ไทยมีฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำท่วม

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvMTUwMC83NTAzMTAyLzQuanBn

เตรียมร่มให้พร้อม! “พายุบารีจัต” และ “พายุไต้ฝุ่นมังคุด” จะส่งผลให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือ-อีสานจะมีตกหนัก

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุ “บารีจัต” (BARIJAT)” ฉบับที่ 4  พายุโซนร้อนบารีจัตบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะฮ่องกง และเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 13-14 กันยายน 2561 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้นโดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ

ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 13-18 กันยายน 2561 ไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

1536713008_33188_640_aahiec9a

 

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : https://www.sanook.com

 

 

สดร. เผยภาพ ‘ดาวหางจี-แซด’ เข้าใกล้โลกที่สุด

1536679348291

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยภาพ “ดาวหางจี-แซด” เข้าใกล้โลกที่สุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 61

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพ “ดาวหางจี-แซด” บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเซียรารีโมท รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 มองเห็นนิวเคลียส โคมาและหางฝุ่นของดาวหางอย่างชัดเจน

ภาพ “ดาวหางจี-แซด” (21P/Giacobini-Zinner หรือ G-Z) บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ของ สดร. ติดตั้ง ณ หอดูดาวเซียรารีโมท รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 17.55 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ก่อนเข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์มากที่สุดเวลาประมาณ 00.15 น. ในคืนเดียวกัน ปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณกลุ่มดาวสารถี  มีค่าความสว่างปรากฏสูงสุดประมาณแมกนิจูด 7 จึงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะความสว่างปรากฏของวัตถุท้องฟ้าที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามีค่าประมาณแมกนิจูด 6 ลงไป

 

ดาวหางจี-แซด-สดร.-768x768

หากใช้กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กกำลังขยายตั้งแต่ 7 เท่าขึ้นไปช่วยสังเกตการณ์จะเห็นชัดเจนขึ้น ดาวหางจี-แซดจะค่อย ๆ เคลื่อนมาทางทิศตะวันออก เข้าสู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่   และปรากฏให้สังเกตการณ์จนถึงสิ้นเดือนกันยายน ที่น่าติดตามคือดาวหางจะเคลื่อนเข้าใกล้กระจุกดาวเปิด M35 หลังเที่ยงคืนของวันที่ 15 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 00.30 น. เป็นต้นไป สังเกตการณ์ได้จนถึงรุ่งเช้า

ดาวหางจี-แซด (21P/Giacobini-Zinner หรือ G-Z) เป็นดาวหางคาบสั้น มีคาบการโคจรประมาณ 6.5 ปี ครั้งล่าสุดโคจรมาใกล้โลกเมื่อปี 2555 และจะโคจรกลับมาเข้าใกล้โลกอีกครั้งในปี 2568 แต่ความสว่างปรากฏอาจลดลง เนื่องจากสูญเสียมวลสารเมื่อได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์จนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://news.mthai.com

 

กรมอุตุฯ เตือนประชาชน หลายพื้นที่ทั่วไทยจะมีฝนตกมากขึ้น

ประกาศเตือน ทั่วไทยจะมีฝนมากขึ้น ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ได้ในหลายพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศประจำวันที่ 8 ก.ย.2561 ระบุว่า ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยมีฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และฝนตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังไว้ด้วย

ทั้งนี้พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนัก และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาเผยข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 8-10 กันยายน 2561 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในระยะแรก กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มไว้ด้วย

ส่วนในช่วงวันที่ 11 – 13 ก.ย. 61 ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนลดลง ส่วนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์วันนี้
06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนัก และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก และเพชรบูรณ์

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนัก และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณจังหวัดบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนัก และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี และสระบุรี

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนัก และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

3 อำเภอในจังหวัดเชียงรายริมแม่น้ำโขง เสี่ยงน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

5-2-2

เตือน 3 อำเภอในจังหวัดเชียงรายริมแม่น้ำโขง เตรียมรับมือน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

วันนี้(6 ก.ย.) นายอำนาจ เจิมแหล่ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำโขงในพื้นที่ว่า จากการที่ได้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขง ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขามีระดับที่สูงขึ้นพร้อมกับมีกระแสน้ำที่แรงขึ้นด้วย

โดยเฉพาะในบริเวณปากแม่น้ำ เขต อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณริมน้ำโขง ปากแม่น้ำกก ปากแม่น้ำรวก ปากแม่น้ำคำ และปากแม่น้ำอิง เฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินของมีค่า

ทั้งนี้ ระดับแม่น้ำโขงที่สถานีเชียงแสน อยู่ที่ 7.4 เมตร นอกจากนี้ ในกระแสน้ำดังกล่าวยังมีท่อนไม้ และเศษสวะลอยปนมาด้วย จึงขอให้คนเดินเรือทุกลำให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ประจำเรือ ประจำท่าเรือ ให้พร้อมใช้อยู่เสมอ หรือหากมีฝนฟ้าคะนอง หรือลมกรรโชกแรงควรงดออกเรือในทันที

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://news.mthai.com

รัฐบาลพร้อมแล้ว จัดงานเลี้ยงทีมช่วยเหลือ 13 หมูป่า

3424

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการซักซ้อมเสมือนจริงในทุกๆ ขั้นตอน และทุกแผนงาน เพื่อความพร้อมงานเลี้ยงขอบคุณ ภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี

ช่วงเย็นวานนี้(5 ก.ย.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าตรวจเยี่ยมการซักซ้อมเสมือนจริง การจัดงานเลี้ยงผู้ช่วยเหลือทีมฟุตบอล หมูป่า อะคาเดมี่ ออกจากวนอุทยานถ้ำหลวง -ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภายใต้ชื่องาน “ยูไนเต็ดแอสวัน รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” ที่จะมีขึ้นในเวลา 18 นาฬิกา วันนี้ (6 ก.ย.) ที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต

ตั้งแต่พิธีรับพระราชทานพระราชกระแสทรงขอบใจ เบื้องหน้าฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การซักซ้อมการแสดงบนเวทีที่เตรียมไว้ ตลอดจนการจัดเตรียมสถานที่ จุดบริการทางการแพทย์ การรักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ตลอดจนแผนรองรับการจราจร โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานทั้งที่เป็นแขก และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นคน

ขณะที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ ชาวบ้าน เกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ ที่ตอบรับร่วมงานเลี้ยงขอบคุณ ภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า ได้เริ่มทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครแล้ว โดยชาวบ้านในตำบลบ้านด้าย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่เคยเป็นจิตอาสา และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำจากถ้ำหลวงฯ บอกว่า ตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานในครั้งนี้ และดีใจที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของงานเลี้ยงครั้งนี้

455523

ขณะที่ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมเรื่องการจัดระเบียบต่างๆ ภายในงานเลี้ยงขอบคุณทีมช่วยเหลือ 13 หมูป่า ว่าได้สั่งให้ พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด โดยส่วนตัวคงจะเดินทางไปร่วมงานนี้ด้วย ทั้งนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนถ้าไม่มีความจำเป็น ให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ทั้งนี้ นพ.ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์และนักดำน้ำ ชาวออสเตรเลียที่ช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำได้สำเร็จ พร้อมคณะนักดำน้ำ เจ้าหน้าที่จากออสเตรเลียที่เข้าช่วยเหลือนักฟุตบอลทีมหมูป่าฯ ได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยง และเข้าพบ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ และ พลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อพูดคุยหารือถึงความร่วมมือองค์ความรู้ด้านการกู้ภัยในอนาคตด้วย

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://news.mthai.com

 

 

จับตา 29 ส.ค.นี้ อุกกาบาตยักษ์โคจรเฉียดใกล้โลก !!

GettyImages-458847426

นาซา ระบุอุกกาบาตยักษ์โคจรเฉียดโลก ด้วยความเร็ว 32,400 กม.ต่อชม. ในช่วงสัปดาห์หน้า

วันที่ 23 ส.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณีองค์การบริหารอวกาศและการบิน หรือนาซา ระบุว่า ในวันที่ 29 ส.ค. นี้ อุกกาบาตยักษ์ ชื่อ 2016 เอ็นเอฟ 23 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าพีระมิดคูฟู แห่งเมืองกิซ่า ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ กำลังจะโคจรเข้ามาเฉียดโลก ห่างออกไปประมาณ 4.8 ล้านกิโลเมตร หรือ 13 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ส่วนความเร็วของอุกกาบาตยักษ์นี้อยู่ที่ 32,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

GettyImages-120370989-768x768

ทั้งนี้รายงานระบุว่า ระบุว่า 2016 เอ็นเอฟ23 มีความกว้างตั้งแต่ 70-160 เมตร ทั้งยังจัดให้อยู่ในวัตถุที่อาจเป็นอันตราย เนื่องจากสามารถเข้ามาใกล้โลกได้ใกล้กว่า 0.05 หน่วยดาราศาสตร์ หรือราว 7 ล้านกิโลเมตร โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หาก อุกกาบาตลูกนี้ชนโลก จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากที่ประเทศเยอรมนีและส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ

ที่มา www.express.co.uk 

4 ประเภทของโรค อารมณ์แปรปรวน ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Feature_-4-ประเภทของโรค-อารมณ์แปรปรวน-ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

อารมณ์แปรปรวน คืออาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรืออาจเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย ความเปลี่ยนแปลงภายในของร่างกาย หรืออาจเกิดจากโรคจิตเวชบางชนิด เช่น โรคไบโพลาร์ ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ถ้าหากแปรปรวนเพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าแปรปรวนสุดขั้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ ดังนั้นเราจึงมี 4 ประเภทของโรคอารมณ์แปรปรวน มาให้ทุกคนได้ทราบกัน ส่วนอาการของแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลยดีกว่า

4 ประเภทของโรค อารมณ์แปรปรวน

1. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia)

4-ประเภทของโรค-อารมณ์แปรปรวน-ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน_1

โรคซึมเศร้าเรื้อรัง จะมีอาการซึมเศร้าแบบทั่วไปที่ไม่ร้ายแรงนัก ลักษณะคล้ายกับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะซึมแต่ไม่รุนแรงเท่า ส่วนสาเหตุของโรคนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เพราะอาจเกิดจากความเครียดสะสม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การต้องพบเจอกับเหตุการเลวร้ายในชีวิตที่กระทบต่อจิตใจ หรือ เกิดขึ้นหลังจากคลอดบุตร ซึ่งโรคอารมณ์แปรปรวนประเภทนี้ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง สามารถทำให้เป็นเศร้าขั้นรุนแรงได้ในภายภาคหน้า

2. ภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง (Major Depression)

4-ประเภทของโรค-อารมณ์แปรปรวน-ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน_2

ภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง หนึ่งในอาการของโรคอารมณ์แปรปรวนที่พบได้บ่อย เมื่อผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและจมอยู่กับความรู้สึกเศร้าโศกเป็นเวลานานกว่าคนปกติทั่วไป ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว รวมถึงขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยประสบกับภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงได้โดยไม่มีสัญญาณหรืออาการใดๆ บอกกล่าวล่วงหน้า อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับคนรอบข้าง แม้กระทั่งหน้าที่การงานอีกด้วย ผู้ป่วยจึงควรได้รับการบำบัดรักษาอย่างรุนแรง มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจิต และทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านลบหนักขึ้นกว่าเดิม จนเกินที่จะควบคุมได้

3. โรคคลุ้มคลั่ง (Manic Episodes)

4-ประเภทของโรค-อารมณ์แปรปรวน-ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน_3

โรคคลุ้มคลั่ง มีการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะมีอาการนานถึง 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ซึ่งตัวผู้ป่วยเองจะมีอารมณ์ที่ครื้นเครงหรือหงุดหงิดได้ง่ายๆ และอาจทำกิจกรรมสักอย่างหนึ่งอย่างจดจ่อแบบมุ่งหวังผลโดยไม่ลดละ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องมีอาการอย่างน้อย 3 ลักษณะ จากทั้งหมดนี้ 1. มีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น 2. นอนน้อยลง (ใช้เวลานอนประมาณ 2-3 ชม. เท่านั้น) 3. พูดคุยมากกว่าปกติ 4. มีความคิดแล่นเร็ว 5. ทำตัวเด่นเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยไม่จำเป็น 6. ทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นเป้าหมาย 7. ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตัวเองชอบมากขึ้นกว่าปกติ โดยอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการใช้สารเสพติด แต่หากเมื่อผู้ป่วยมีลักษณะดังกล่าวเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง แพทย์จะวินิจฉัยให้ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ Bipolar Disorder

4. โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)

4-ประเภทของโรค-อารมณ์แปรปรวน-ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน_4

โรคอารมสองขั้ว ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีความความกระตือรือร้น และต้องการทำกิจกรรม ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตหรือทำภารกิจในแต่ละวันได้ยากกว่าปกติ โดยผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วนี้จะมีอาการคลุ้มคลั่งและอาจจะไม่ได้ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเสมอไป อธิบายง่ายๆ ก็คือ อาการของโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมในหลายๆ ด้าน แน่นอนว่ามันอาจเป็นอันตรายทั้งต่อคนรอบข้างและตัวผู้ป่วยเอง เพราะเมื่อผู้ป่วยอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งมักมีพฤติกรรมที่ปราศจากเหตุและผล แต่เมื่ออยู่ในอาการซึมเศร้าก็จะมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูง ดังนั้นการรักษาโรคอารมณ์แปรปรวนจึงสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อผู้ป่วยจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ


นอกจากการมีสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงแล้ว การมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเช่น ฉะนั้นหากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอารมณ์แปรปรวนง่ายและรวดเร็วมากๆ หรือมีอาการเข้าข่ายตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางรักษาต่อไปจะดีที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://rabbitfinance.com

 

 

 

ไบโพล่าร์ หรือคนสองบุคลิก สิ่งที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hlLzAvdWQvMC8yNTAxL2JpcG9sYXIuanBn

ไบโพล่าร์หรือคนสองบุคลิก

ระยะหนึ่งแล้วที่คนไทยเริ่มรู้จักกับโรค “ไบโพล่าร์ หรือบางคนอาจเรียกว่าโรค “คนสองบุคลิก” ที่เมื่อเสียใจก็เสียใจสุดๆ แต่เมื่อดีใจก็ดีใจเสียโอเวอร์ แต่ถึงแม้ผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์จะมีจำนวนมากขึ้นในสังคมไทยก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการเหล่านี้จะถูกเรียกว่าเป็นโรคไบโพล่าร์กันเสียหมด

วันนี้เราทำข้อมูลดีๆ จากเฟซบุ๊คเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไท ที่จะมาอธิบายถึงโรคไบโพล่าร์ให้ชัดเจนขึ้น ให้คนทั่วไปเข้าใจถึงโรคนี้ และทำความเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ให้มากขึ้น

ขอเพียงความเข้าใจ ไบโพล่าร์

ปัจจุบันหากได้มีโอกาสติดตามข่าวในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ คงได้มีโอกาสได้ยินเกี่ยวกับโรคไบโพล่าร์ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า สังคมมักจะมีความคิดประมาณว่า ถ้าใครมีลักษณะผิดปกติอะไรสักอย่าง ต้องถามขึ้นมาเลยว่า “นี่เป็นไบโพล่าร์รึเปล่าเนี่ย!?!” ซึ่งคงไม่ยุติธรรมกับคนไข้ที่เป็นไบโพล่าร์เท่าไหร่นัก แล้วในความเป็นจริง ไบโพล่าร์คือโรคอะไรกันแน่

* ที่แน่ๆ มันไม่ใช่อารมณ์ร้ายเพียงเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใช่คนนิสัยเอาแต่ใจหรือเห็นแก่ตัว *

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Bipolar Disorder นั้น จากงานวิจัยพบว่า คนเรามีโอกาสป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้วได้ประมาณ 1% การที่มีความเข้าใจเรื่องโรคนี้ก็น่าจะมีประโยชน์ในการป้องกันและดูแลคนรอบข้างที่มีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคได้ โรคอารมณ์สองขั้ว ลักษณะทั่วไปก็เป็นตามชื่อ ก็คือ มีลักษณะของอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างแตกต่าง 2 แบบ

  1. ช่วงซึมเศร้า (Depressive episode) ที่เป็นนานอย่างน้อย2สัปดาห์ (รายละเอียดในบทความโรคซึมเศร้า)
  2. มีลักษณะ คึกคักพลุ่งพล่าน ที่เรียกว่าเมเนีย (Mania หรือ Manic episode)

คนที่เป็นโรคไบโพล่าร์นี้อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ

  • ช่วงที่ว่านี้คือเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นชั่วโมงหรือวันสองวัน
  • โดยเป็นอาจเป็นลักษณะซึมเศร้า ตามด้วยช่วงเวลาที่เป็น “ปกติ” ดี เป็นคนเดิมของเขา จากนั้นอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา
  • โดยโรคไบโพล่าร์ ต้องมีช่วงเมเนียแต่อาจจะมีช่วงซึมเศร้าหรือไม่ก็ได้
  • บางคนแสดงอาการซึมเศร้าก่อน ต่อมาค่อยแสดงอาการเมเนีย การวินิจฉัยจึงเปลี่ยนจากโรคซึมเศร้า เป็นโรคไบโพลาร์
  • ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงอาการซึมเศร้าก่อนมากกว่า

อาการหลักๆคือ “เยอะ” ไม่ว่าความคิด ความมั่นใจ การพูด ”ล้น” ไปหมด (โดยที่แต่ก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้) แต่มักไม่เกิดผลดี เพราะมาจากสมองที่กำลังปั่นป่วน

เราอาจเคยเห็นเพื่อนๆหรือคนที่อยู่รอบข้าง ที่อยู่ดีๆก็ขยันทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางคนดูเหมือนมีแผนการและความคิดสร้างสรรค์มากมาย เวลาพูดคุยด้วยจะสังเกตว่าพูดมาก พูดเร็ว แต่ดูกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อ เปลี่ยนเรื่องเร็วจนตามไม่ทัน มีพลังงานเหลือเฟือในการทำงาน วางแผนโครงการต่างๆมากมาย บางคนไปดาวน์รถ จองคอนโดหลายที่ ต้องมาตามใช้หนี้ตอนหลัง รวมทั้งดูมีความมั่นใจในตัวเองมาก คิดว่าตัวเองมีความสามารถสูง เช่น ถ้าลงเลือกตั้งต้องได้ตำแหน่งแน่ๆ

บางคนเป็นมากอาจมีความคิดหลงผิด (delusion) ว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ มีพลังอำนาจวิเศษเหนือธรรมชาติ หากค่อนข้างสนิทจะเห็นว่ามีลักษณะใช้จ่ายเกินตัวผิดปกติ ถ้าเป็นคนประหยัดจะใช้เปลืองมากขึ้น ถ้าเป็นคนใช้เงินอยู่แล้วก็จะมากขึ้นอีก บางคนบริจาคเงินมากมาย บางทีเอาเงินมาแจกเพื่อน ถ้าเป็นระดับหัวหน้างานก็อาจแจกเงินลูกน้อง พาลูกน้องไปเลี้ยงใหญ่ทุกวัน นอนดึกมากขึ้น (ไม่ใช่นอนไม่หลับ) แต่ไม่ง่วงไม่อยากนอน มีพลังเหมือนสังเคราะห์แสงได้ อารมณ์อาจเป็นลักษณะดีผิดปกติ ดูไม่สมเหตุสมผล หรืออาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้ ความอดทนต่ำ หุนหันพลันแล่น ทำให้มีเรื่องกับใครได้ง่ายๆ อาจถึงขั้นอาละวาดทำร้ายคนหรือสิ่งของ

 ผลกระทบ

อาการต่างๆจะส่งผลเสียต่อการทำงาน การใช้ชีวิตส่วนตัว ครอบครัวและคนรอบข้าง

การดูแลรักษา

มีความจำเป็นจะต้องให้ยาปรับอารมณ์ให้คงที่ (mood stabilizer) ดังนั้นหากสงสัยว่าเพื่อนๆหรือคนรอบข้างมีอาการที่เข้าได้กับโรคอารมณ์สองขั้ว ก็ควรหาทางให้เขาไปพบจิตแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษา เพราะอาการเช่นนี้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆก็ได้ เช่น ยาเสพติด ยาลดน้ำหนัก หรือโรคทางกายบางอย่าง ดังนั้นจึงต้องพบจิตแพทย์เพื่อหาสาเหตุก่อน

คนที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ส่วนใหญ่เมื่อได้รับประทานยา อาการจะดีขึ้นจนเป็นปกติ และสามารถทำงาน ใช้ชีวิตปกติได้เหมือนไม่เคยมีช่วงป่วยมาก่อน ที่สำคัญคือระวังการกำเริบของโรค เพราะคนไข้ไบโพลาร์ ช่วงเมเนียมักไม่คิดว่าตัวเองป่วย หากอาการดีขึ้นก็มักหยุดยาเอง ซึ่งโรคจะกำเริบได้หากรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ การพักผ่อนไม่เป็นเวลา การดื่มแอลกอฮอล์และความเครียดที่มากระทบ

ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้จึงไม่ควรทำงานที่พักผ่อนไม่เป็นเวลา เช่น งานที่ต้องอยู่เวรเป็นกะ และควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่สร้างความเครียดหรือกดดันมากเกินไป อย่างไรก็ตาม อาการต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น บางครั้งอาจเกิดจากโรคอื่นๆที่ไม่ใช่โรคอารมณ์สองขั้วก็ได้ ดังนั้นการไปพบจิตแพทย์จึงมีความจำเป็น

การกลับมาเป็นคนปกติ

คนที่มีโรคไบโพล่าร์ หรือเป็นโรคทางจิตเวชใดๆก็ตาม สามารถรักษาให้ดีขึ้นและใช้ชีวิตเป็นปกติได้ได้ เขาต้องการความเข้าใจ ไม่ต่างจากคนไข้โรคทางกายอื่นๆ ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นเกิดจากความเจ็บป่วย ที่ต้องการการดูแลรักษา แต่น่าเศร้าที่หลายครั้งคนในสังคมมาองคนไข้จิตเวชด้วยอคติ ทั้งการขาดความรู้และความไม่สนใจจะรู้ อย่างที่เราอาจจะพบเห็นบ่อยๆในสื่อสังคมออนไลน์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็มีสิทธิเจ็บป่วยทางสมองได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี ยาจก เชื้อชาติไหน ภาษาใดๆ คนเหล่านั้นล้วนต้องการความเข้าใจและยอมรับ

มีคนมากมายในสังคมเราที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยทางจิต แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ซึ่งคนเหล่านั้นจิตแพทย์หรือใครๆก็รักษาไม่ได้ ตรงนี้หมอว่าน่าเหนื่อยใจกว่ามาก แต่คนไข้ไบโพล่าร์ หรือคนไข้โรคทางจิตเวช ซึ่งเกี่ยวกับสมดุลของสารเคมีตัวต่างๆในสมองนั้น รักษาให้หายได้ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ถ้าทุกคนในสังคมให้โอกาส

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครจะเจ็บป่วย โดยเฉพาะป่วยทางสมอง ที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ง่ายพอที่จะเลือกได้ทุกเรื่อง และไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะเป็นตัวเราเองหรือคนที่เรารักก็ได้ ที่จะต้องประสบกับโรคเหล่านี้

ขอเพียงความเข้าใจ ไบโพล่าร์

จาก… หมอมินบานเย็น และหมอมีฟ้า

อยากบอกว่า คนไข้ของหมอ มีจำนวนมากที่ทำงานที่เป็นวิชาชีพ ไม่ว่าสถาปนิก วิศวกร กฎหมาย หมอ พยาบาล อาจารย์ ฯลฯ จบป.โท ป.เอก กันมากมาย หมอมั่นใจว่า ถ้าเดินสวนกัน ไม่มีทางรู้ว่าเขามีความไม่สบายบางอย่าง … ซึ่งตรงนี้คงไม่ใช่ว่าคนวิชาชีพเหล่านั้น เครียดง่ายกว่าเลยป่วยมากกว่า แต่เพราะเขารู้ว่าตนเองเปลี่ยนไป และมองแบบวิทยาศาสตร์ จึงมาพบจิตแพทย์ : )”