ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เปิดให้เข้า 15 พ.ย.นี้ คาดนักท่องเที่ยวทะลักชมความสวยงาม

แห่เที่ยว-696x392

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เปิดให้เข้า 15 พ.ย.นี้ คาดนักท่องเที่ยวทะลักชมความสวยงาม

วันที่ 11 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ บริเวณหน้าถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย สถานที่เจ้าหน้าที่ทั้งไทยและต่างชาติ ร่วมกันปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาได้สำเร็จ ท่ามกลางความยินดีของชาวโลกที่ส่งใจช่วยตลอดระยะเวลาของการช่วยเหลือ

โดยวันนี้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางไปชมบริเวณปากถ้ำและบรรยากาศโดยรอบถ้ำอย่างเนืองแน่นนับหมื่นคน ทำให้มีรถส่วนตัวและรถบัสท่องเที่ยวจอดเรียงรายริมถนนเป็นแถวยาวตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำหลวง  ขณะที่บริเวณขุนน้ำนางนอนที่เป็นแหล่งน้ำสีเขียวมรกตที่ไหลออกมาจากถ้ำ และอยู่ใกล้กับถ้ำหลวงพบว่า เจ้าหน้าที่ยังคงปิดพัฒนาภายในแต่มีกำหนดจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีผู้คนทะลักไปเที่ยวเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน

นายกวี ประสมพล หัวหน้าวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เปิดเผยว่า กรณีของขุนน้ำนางนอนนั้นได้ทำการปรับภูมิทัศน์ และพัฒนาภายในได้กว่า 90% แล้ว และได้นำเรียน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไปแล้ว ซึ่งอธิบดีมีกำหนดมอบหมายให้ นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีฯเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พ.ย. เวลาประมาณ 10.00 น.

“หลังการเปิดอย่างเป็นทางการ ก็จะให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมขุนน้ำนางนอนได้ คาดว่าจะมีผู้คนเข้าไปมากจึงมีการจัดระบบด้วยการจำกัดนักท่องเที่ยวในบางช่วง และระหว่างรอก็จะมีการจัดตลาดประชารัฐและสถานที่ผ่อนคลายอื่นๆ ที่มีอยู่อย่างพอเพียง

จากนั้นให้เข้าไปชมหมุนเวียนกันโดยคำนวนเบื้องต้นว่าจะได้ครั้งละ 300 คน ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยมีอยู่ภายในก็มีการเจรจาให้ย้ายออกมาหมดแล้ว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะแต่เมื่อปรับปรุงแล้วและมีร้านค้าที่ถูกสุขลักษณะจะทำให้ขุนน้ำนางนอนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสากล และสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีต่อไปอย่างแน่นอน”

ด้านนายอนุภาส ปฎิเสน สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอ.แม่สาย กล่าวว่า อำเภอได้มีการจัดร้านค้าประชารัฐเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวได้มีการจัดเตรียมเอาไว้ประมาณ 30 กว่าร้าน โดยมีสินค้าของที่ระลึกต่างๆ ภายในชุมชนรองรับ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งทางหมู่บ้านยังได้จัดรถขนส่งนักท่องเที่ยจำนวน 30 กว่าคันเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

k6-1-150x150

 

k4-1-150x150

 

k3-1-150x150

 

k2-1-150x150

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://www.khaosod.co.th

 

รอเชียร์ช้างศึก! เปิดโปรแกรมทีมชาติไทยในซูซูกิ คัพ 2018

ทีมชาติไทย จะลงสนามนัดแรกในศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ด้วยการบุกไปเยือน ติมอร์ เลสเต ในวันที่ 9 พฤศจิกายน

ติมอร์ เลสเต เอาชนะ บรูไนฯ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2 ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ทำให้เข้ามาอยู่กลุ่มบี ร่วมกับ ทีมชาติไทย,อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และจะลงประเดิมสนามพบกับ ทีมชาติไทย ในนัดแรก วันที่ 9 พฤศจิกายน

41449362_2245796395448507_4882444905705635840_n

โปรแกรมฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2018 เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 รอบแบ่งกลุ่ม ของทีมชาติไทย

9 พฤศจิกายน 2561

18.00 น. ติมอร์เลสเต พบ ทีมชาติไทย

17 พฤศจิกายน 2561

19.00 น. ทีมชาติไทย พบ อินโดนีเซีย

21 พฤศจิกายน 2561

16.00 น. ฟิลิปปินส์ พบ ทีมชาติไทย

25 พฤศจิกายน 2561

19.00 น. ทีมชาติไทย พบ สิงคโปร์

สำหรับ ศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 จะเริ่มแข่งขันในวันที่ 8 พฤศจิกายน โดยในรอบสุดท้ายชาตินั้นๆจะเล่นสนามเหย้าตัวเอง 2 นัด และเยือน 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม

 

เที่ยวเชียงราย กับ 20 สถานที่แจ่ม ๆ สัมผัสความงามแห่งขุนเขา

เชียงราย นับเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แถมยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้บนดอยสูงที่สลับซับซ้อน ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำและน้ำตกอันงดงามหลายแห่ง

รวมถึงมีประชากรหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวไทยพื้นราบ ชาวไทยภูเขา และชาวจีนฮ่อ ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนดอยสูง ซึ่งแต่ละชนชาติจะมีประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้เชียงรายได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยหากเชียงรายจะเป็นจังหวัดอันดับต้น ๆ ที่นักเดินทางมักคิดถึงเป็นที่แรก ๆ ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยหยิบเอาสถานที่ท่องเที่ยวเชียงราย ที่ใคร ๆ มาแล้วก็ต้องไปเยือนมาแนะนำกันค่ะ

1. สิงห์ ปาร์ค

tea005-552x365

สิงห์ ปาร์ค (Singha Park) หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า ไร่บุญรอด ตั้งอยู่ริมถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ อำเภอเมือง ห่างจากเขตชุมชนเมืองเชียงราย ประมาณ 9 กิโลเมตร ในพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลดอยฮาง ตำบลรอบเวียง ตำบลป่าอ้อดอนชัย และตำบลแม่กรณ์ ความสูงของพื้นที่เฉลี่ย 450 เมตร เหนือจากระดับน้ำทะเล ในฤดูหนาวอากาศค่อนข้างเย็นสบาย

hot10

สภาพของพื้นที่โดยทั่ว ๆ ไปเป็นที่ลาด-เนินเขา มีภูเขาเล็ก ๆ พื้นที่มีความลาดเทปานกลาง เป็นพื้นที่เพาะปลูกพื้นหลากหลายชนิด เช่น ชาอู่หลงสายพันธุ์จินซวน (Jin Xuan) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ชาอู่หลงเบอร์ 12 เป็นชาสายพันธุ์ไต้หวัน ปลูกบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ จำนวนกว่า 761,000 ต้น พื้นที่ปลูกยางพารากว่า 2,700 ไร่ พุทราพันธุ์ซื่อหมี่ กว่า 100 ไร่, สตรอว์เบอร์รี อีกหนึ่งสุดยอดที่มาพร้อมลมหนาว ซึ่งที่ไร่บุญรอดจะปลูกสตรอว์เบอร์รีในพื้นที่ 4 ไร่ สายพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นเกษตรกรรมผสมผสาน หมดฤดูกาลจะปลูกแคนตาลูปและมะเขือเทศพันธุ์เลื้อย โดยสตรอว์เบอร์รีจะให้ผลผลิตมกราคม-กุมภาพันธ์ และพืชผักผลไม้เมืองหนาวอีกหลากหลายชนิด

ทั้งนี้สิงห์ ปาร์ค เปิดบริการให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 0900 2686 หรือเว็บไซต์ boonrawdfarm.com และ เฟซบุ๊ก Boon Rawd Farm

2. พระธาตุดอยตุง
พระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 17.5 บนทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่บรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า นำมาจากมัธยมประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทำธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็จะกำหนดเป็นฐานพระสถูป เหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏนามว่า ดอยตุง

ทั้งนี้พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน สหภาพพม่า ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี

3. พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง

doitung-548x365

พระตำหนักดอยตุง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 60 กิโลเมตร พระตำหนักดอยตุงเคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีรูปทรงผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่างเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยฝีมือช่างชาวเหนือ รอบ ๆ พระตำหนักมีสวนดอกไม้หลากพันธุ์ หลายสี ให้ความสวยงามสดชื่น โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะเห็นหมอกจาง ๆ บริเวณยอดเขารอบพระตำหนัก มีเจ้าหน้าที่นำชมเป็นรอบ ๆ ละ 20 นาที เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 90 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 5376 7015-7 หรือ www.doitung.org

ส่วน สวนแม่ฟ้าหลวง อยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว อาทิ ดอกซัลเวีย, พิทูเนีย, บีโกเนีย, กุหลาบ, ดอกลำโพง, ไม้มงคลต่าง ๆ, ไม้ยืนต้น และซุ้มไม้เลื้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด รูปปั้นต่อเนื่องฝีมือของ มีเซียม ยิบอินซอย (Misiem Yipintsoi) เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.30-18.00 น. ค่าเข้าชม 90 บาท

หอแห่งแรงบันดาลใจ เป็นอาคารแสดงพระราชประวัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระราชวงศ์ มีห้องจัดแสดงนิทรรศการ 8 ห้อง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 50 บาท นอกจากนั้นยังมีร้านขายของที่ระลึก เสื้อผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงทั้งผักผลไม้ ดอกไม้ พรรณไม้ต่าง ๆ ให้ซื้อกลับไปเป็นของฝาก

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมทั้งพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง และหอแห่งแรงบันดาลใจ โดยมีจำหน่ายบัตรรวม ราคา 190 บาท ซุ้มจำหน่ายบัตรเปิดเวลา 06.30-18.00 น. หลังเวลา 17.00 น. จำหน่ายเฉพาะบัตรชมพระตำหนักและสวนแม่ฟ้าหลวง (หมายเหตุ : ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง สามารถเช็กราคาได้ที่ www.doitung.org)

4. วัดร่องขุ่น

rongkhun01-1-243x365

วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง ออกแบบและก่อสร้างโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยบนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่ และขยายออกเป็น 12 ไร่ พระอุโบสถสีขาวตกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาว เป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาค ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและห้องแสดงภาพวาดน่าสนใจมาก

watrongkhun-548x365

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. โทรศัพท์ 0 5367 3579 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดร่องขุ่น.com

การเดินทาง : วัดอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 12 กิโลเมตร บนเส้นทางไปจังหวัดพะเยา เลี้ยวขวาที่สามแยกทางไปน้ำตกขุนกรณ์ ประมาณ 100 เมตร วัดอยู่ซ้ายมือ

5. ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อ บ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 จากสหภาพพม่าเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพัน คือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาวจะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะเจริญเติบโตอยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น

จุดน่าสนใจบนดอยแม่สลอง เช่น ชมไร่ชาและศึกษาวิธีการผลิตชา ขี่ม้าชมทิวทัศน์รอบหมู่บ้านเจียงจาใส และอนุสรณ์สถานอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ ประเทศไทย ลองไปศึกษาเรื่องราวและประวัติของชาวดอยแม่สลอง โดยจะมีไกด์คอยนำชม เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 30 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต. แม่สลองนอก โทรศัพท์ 0 5376 5129

การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน 28 กิโลเมตร เลยจากอำเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไป 23 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านอีก้อสามแยก ตรงไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 10 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 64 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอดสาย และจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ในกรณีไม่ได้ขับรถมาเองให้ขึ้นรถประจำทางจากตัวเมืองเชียงรายไปต่อรถสองแถวที่ปากทางขึ้นดอยแม่สลอง

6. ดอยวาวี

wawee

ดอยวาวี เป็นชุมชนขนใหญ่ของชาวจีนฮ่อ กองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งหลักปักฐานราว 50 ปีมาแล้ว ยึดอาชีพปลูกชาและผลไม้ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบและทิวทัศน์งามของดอยสูงเช่นเดียวกับชุมชนดอยแม่สลอง แม้หมู่บ้านจะมีขนาดเล็ก แต่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกลิ่นอายชุมชนชาวจีนอันเรียบง่าย ราวกับอยู่ทางแถบยูนนานตอนใต้ของจีน ขณะที่พ้นหมู่บ้านออกไปบนดอยก็เขียวขจีด้วยไร่ชาที่ลดหลั่นตามลาดเขา ช่วยประดับทิวทัศน์ชุมชนและเทือกดอยให้งดงามชวนมอง ใกล้กับดอยวาวีมีจุดชมทะเลหมอกอยู่บน “ดอยกาดผี” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของอำเภอแม่สรวย เมื่อขึ้นไปยืนที่ชะง่อนผาสูง 1,500 เมตร จะสามารถมองเห็นทะเลหมอกหนาทึบเต็มหุบเขา พร้อมกับภาพอลังการของขุนเขาสลับซับซ้อนตามแนวเทือกดอยช้าง ซึ่งดอยกาดผีอยู่ห่างจากดอยวาวีประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางค่อนข้างทุรกันดาร ระหว่างทางยังผ่านหมู่บ้านชาวอ่าข่าและเย้า

สถานที่น่าแวะ เช่น ดอยช้าง เป็นที่ตั้งสถานีวิจัยเกษตรที่สูงและหมู่บ้านขาวเขา มีแปลงปลูกผลไม้เมืองหนาวให้เที่ยวชม เช่น เกาลัด บ๊วย ท้อ พลับ พลัม ฯลฯ และไร่กาแฟอาราบิก้า โดยสามารถลองชิมกาแฟสดได้ด้วย ส่วนสินค้าน่าซื้อก็มีทั้งชาอู่หลง ซึ่งชาวจีนฮ่อวาวีนำชาพันธุ์ชิงชิงและชาเบอร์ 12 มาปลูกเพื่อผลิตเป็นชาอู่หลงคุณภาพดีไม่แพ้ต้นตำรับจากไต้หวันจนได้รับความนิยม ลองชิมชากลิ่นหอมและซื้อเป็นของฝากได้

7. วนอุทยานภูชี้ฟ้า

O11402489-3-243x365

วนอุทยานภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นสุดฮอตของจังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า อยู่สูงจากระดับทะเลประมาณ 1,628 เมตร โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง ในฤดูหนาวจะมีทิวทัศน์สวยงามเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาค้างแรมบริเวณบ้านร่มฟ้าทองทาง ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วจะเดินขึ้นภูชี้ฟ้าเพื่อไปชมวิวตอนเช้ามืด ระหว่างทางจะพบแปลงปลูกป่านางพญาเสือออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเสี้ยวดอกขาวรอบภูชี้ฟ้าจะออกดอกบานเต็มเชิงเขา

Phu-579x365

การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง-บ้านปี้ ระยะทาง 6 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1155 ผ่านบ้านปางค่า บ้านเชงเม้ง เป็นทางลาดยาง ถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 42 กิโลเมตร หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 1021 สายเทิง-เชียงคำ-บ้านฮวก ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกภูซาง อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปยังภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถวนอุทยานภูชี้ฟ้าแล้วเดินเท้าไปจุดชมวิวประมาณ 700 เมตร สอบถามรายละเอียดติดต่อได้ที่ สถานีขนส่งเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 1224 อบต.ตับเต่า โทรศัพท์ 0 5318 9111 และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โทรศัพท์ 0 5371 0195-6

8. ดอยผาตั้ง

8.-ดอยผาตั้ง-547x365

ดอยผาตั้ง ตั้งอยู่ใกล้ทางหลวงหมายเลข 1093 กิโลเมตรที่ 89 เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว มีความสูง 1,635 เมตร และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ซึ่งในเดือนธันวาคมถึงมกราคมมีดอกซากุระบาน และเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิล และชา

การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152 ระยะทาง 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ ทางหลวงหมายเลข 1020 ระยะทาง 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด ทางหลวงหมายเลข 1155 ระยะทาง 17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร จุดชมวิวช่องผาบ่อง สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงทอดตัวคดเคี้ยวในฝั่งลาว  หากเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 ทั้งนี้ สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ จุดบริการนักท่องเที่ยวดอยผาตั้ง โทรศัพท์ 0 5391 8301 หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลปอ โทรศัพท์ 0 5371 0300, 0 5391 8265

9. ถนนคนเดินเชียงราย+ถนนคนม่วนเชียงราย

จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงราย จัดโครงการถนนคนเดินเชียงราย “กาดเจียงฮายรำลึก” เชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมสัมผัสวิถีชีวิตแบบล้านนาในอดีต ที่แสดงออกถึงวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของดีของเชียงราย โดยจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ของเดือน ณ ถนนธนาลัย ตั้งแต่สี่แยกสำนักงานยาสูบฯ ไปจนถึงสี่แยกธนาคารออมสิน ขณะที่ทุกวันอาทิตย์ของเดือนจะมี “ถนนคนม่วนเชียงราย” ซึ่งอยู่บนถนนสันโค้งน้อย บริเวณการจัดงานแบ่งเป็นหลาย ๆ ส่วน โดยมีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายร่วมกันจัดแสดงกิจกรรมมากมายตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ถนนคนเดินเชียงราย และ chiangraitourism.org

10. วัดพระแก้ว

10.-วัดพระแก้ว-257x365

วัดพระแก้ว ตั้งอยู่บริเวณถนนไตรรัตน์ ตำบลเวียง อำเภอเมือง เป็นวัดที่ค้นพบ พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเมื่อ พ.ศ. 1897 ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่าเจดีย์ร้างองค์หนึ่งและได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ภายในเจดีย์ จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกะเทาะออกมาจึงได้พบว่าเป็นพระพุทธรูปสีเขียวสร้างด้วยหยก คือ พระแก้วมรกต นั่นเอง

ปัจจุบันชาวเชียงรายได้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหม่ขึ้นแทน เรียกว่า พระหยกเชียงราย หรือ พระพุทธรัตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล ซึ่งสร้างขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุครบ 90 พรรษา ภายในวัดซีกกำแพงด้านทิศใต้ มีพิพิธภัณฑ์โฮงหลวงแสนแก้ว ลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาประยุกต์สองชั้น เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรมล้านนา รวบรวมจัดแสดงศิลปวัตถุที่สำคัญของวัด และสิ่งของที่มีผู้นำมาถวาย เช่น พระพุทธรูป พระธาตุ เครื่องใช้เกี่ยวกับศาสนาของล้านนา เช่น เครื่องบูชา ฉัตร  ตุง เครื่องเขิน เป็นต้น  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 5371 1385 หรือwatphrakaew-chiangrai.com

11. สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ

fe392f78a62c6fc460cf8c2a182b395f_XL-551x365

ช้างมูบ เป็นชื่อดอยที่สูงที่สุดของเทือกเขานางนอน คือ ประมาณ 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอากาศเย็นสดชื่นตลอดปี พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นดงฝิ่นที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเส้นทางลำเลียงยาเสพติดหลักในภูมิภาค สภาพป่าจึงถูกทำลายจนหมดสิ้น ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชประสงค์ให้ฟื้นฟูผืนป่าแถบนี้ให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนรุกขชาติ รวบรวมพรรณไม้พื้นเมืองและพรรณไม้ป่าหายาก กุหลาบพันปีจากหลายประเทศ ต้นนางพญาเสือโคร่ง กล้วยไม้พื้นเมือง รองเท้านารี ฯลฯ ปลูกอยู่ในสวนอย่างเป็นธรรมชาติกลางป่าสน มีเส้นทางการเดินลัดเลาะตามไหล่เขา มีลานสำหรับพักผ่อน ชมทิวทัศน์ได้รอบตัว แลเห็นได้ถึงประเทศเพื่อนบ้าน และลำน้ำโขง

12. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช

ตั้งอยู่ที่ห้าแยกพ่อขุน อำเภอเมือง เส้นทางที่จะไปอำเภอแม่จันหรือแม่สาย สำหรับพ่อขุนเม็งรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลัวะจังคราช เป็นโอรสของพญาลาวเม็ง และพระนางเทพคำขยาย หรือพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน พุทธศักราช 1782 เสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.1854 พ่อขุนเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนดอยทอง จากรากฐานเดิมที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อ พ.ศ.1805 ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์เม็งราย และรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน

โดยประชาชนชาวเชียงรายร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณของพ่อขุนเม็งราย ปั้นโดย นายปกรณ์ เล็กฮอน และทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2507 สำหรับลักษณะของอนุสาวรีย์ คือ เป็นพระรูปของพระองค์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าครึ่ง ทรงฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ล้านนาโบราณ ประทับยืนบนฐานสูงประมาณ 3 เมตร ทรงถือดาบด้วยพระหัตถ์ซ้ายแนบกับพระเพลา ทรงสวมมาลัยพระกร ทรงสวมธำมรงค์ที่พระหัตถ์ขวาตรงนิ้วนางและนิ้วก้อย ที่พระหัตถ์ซ้ายตรงนิ้วชี้ และทรงฉลองพระบาท ปัจจุบันมีตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติประดับอยู่ทางด้านหลังอนุสาวรีย์ด้วย และที่ตรงฐานใต้พระบรมรูปมีคำจารึกว่า “พ่อขุนเม็งรายมหาราช พ.ศ. 1782-1860 ทรงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเป็นเมืองแรกเมื่อ พ.ศ. 1805 ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาไทยให้เป็นปึกแผ่น และทรงสร้างความสามัคคีระหว่างชนชาติไทย”

ทั้งนี้ กู่พระเจ้าเม็งราย ตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง กู่นี้เป็นอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าไชยสงคราม ราชโอรสพระเจ้าเม็งราย เมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรสขึ้นครองนครเชียงใหม่แล้ว พระองค์ได้นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้

13. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

thawan-407x365

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ตั้งอยู่ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง สร้างขึ้นโดย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี นับเป็นแหล่งเรียนรู้อันทรงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยภายในบ้านมีสิ่งก่อสร้าง ทั้งวิหาร บ้าน ศาลา ห้องแสดงผลงาน ฯลฯ รวมทั้งสิ้น 43 สิ่งก่อสร้าง เช่น วิหารเล็ก, มหาวิหาร (อาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะ), บ้านสามเหลี่ยม (ที่พักรับรองนักเขียน ลูกศิษย์ และห้องทำงาน), เรือนผกายแก้ว, เรือนเชียงทองทาทาบรุ้ง, อูปปรภพ (ห้องจิตวิญญาณ) และบ้านดำแกลลอรี่ (ศูนย์ข้อมูลและร้านจำหน่ายของที่ระลึก) สอบถามเพื่อเข้าชม โทรศัพท์ 0 5370 5834, 0 5377 6333, 08 1673 1155 หรือ thawan-duchanee.com

14. ดอยหัวแม่คำ

14.ดอยหัวแม่คำ-302x365

ดอยหัวแม่คำ อยู่สูงจากระดับทะเล 1,850 เมตร เป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้ง และมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับตรุษจีนของทุกปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ซึ่งเปรียบเสมือนวันขึ้นปีใหม่ ในวันนั้นชาวลีซอแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบำ 7 วัน 7 คืน และในเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คำงดงามไปด้วย “ดอกบัวตอง” สีเหลืองสดใสสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก

การเดินทางจากเชียงรายใช้เส้นทางเดียวกับทางขึ้นดอยแม่สลองสายเก่า ทางหลวงหมายเลข 1130 แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยกอีก้อ ผ่านบ้านเทอดไทย ไปจนถึงบ้านแม่คำ ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 100 กิโลเมตร บ้านหัวแม่คำอยู่เกือบสุดชายแดน เส้นทางเป็นทางลูกรังคดโค้งไปตามทิวเขา ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง

15. ล่องแม่น้ำกก

แม่น้ำกก เป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากบ้านท่าตอนผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น 130 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือริมแม่น้ำในตัวเมือง (ท่าเรือซีอาร์) เพื่อเที่ยวชมทัศนียภาพของแม่น้ำกก สองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ระหว่างทางยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น อีก้อ ลีซอ หรือจะแวะบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณ

16. วัดร่องเสือเต้น

wat04-553x365

ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านร่องเสือเต้น ตำบลริมกก อำเภอเมือง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งศรัทธาที่ถูกพูดถึงในเรื่องของเอกลักษณ์ความงดงามทางสถาปัตยกรรม อันเกิดจากการสร้างสรรค์ศิลปินชาวบ้าน นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย ที่ครั้งหนึ่งตนได้รับโอกาสเข้าไปเป็นลูกศิษย์ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในการสร้างวัดร่องขุ่น จนมีโอกาสได้มาสร้างวิหารวัดร่องเสือเต้น จึงได้นำวิชาที่ได้ร่ำเรียนมารังสรรค์ความงดงามให้เกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้

wat03-557x365

ไฮไลท์เด็ดคือ “วิหารร่องเสือเต้น” ซึ่งความโดดเด่นของวิหารแห่งนี้อยู่ที่ศิลปะของตัววิหารที่สวยงามและมีเอกลักษณ์น่าจดจำ โดยใช้โทนสีน้ำเงินและสีฟ้าเป็นหลัก ที่ใช้เป็นสื่อแสดงถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นหลักความจริงตามเหตุและผล เปรียบเสมือนเป็นท้องฟ้าที่สดใส ทั้งนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก วัดร่องเสือเต้น ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

17. DoiTung Tree Top Walk สวนแม่ฟ้าหลวง

9-548x365

เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเรือนยอดไม้ หรือ DoiTung Tree Top Walk ภายในสวนแม่ฟ้าหลวง พระตำหนักดอยตุง สร้างขึ้นมาเหนือยอดไม้ใหญ่ภายในสวนอันเขียวขจี อากาศหนาวเย็น ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง และยังท้าทายความกล้าของนักท่องเที่ยวที่ชอบความสูง โดยแบ่งออกเป็น 6 ช่วง บนระดับความสูง 10-20 เมตร ลดหลั่นไปตามจังหวะของต้นไม้และความลาดชัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โครงการพัฒนาดอยตุง โทรศัพท์ 0 5376 7015-7

18. ภูชี้ดาว 

4-548x365

จุดชมวิวและที่เที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง ที่ยังคงซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเอาไว้อย่างครบถ้วน ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีความเงียบสงบ สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นจากจุดชมวิวภูชี้ดาว คือการได้มองเห็นวิวโค้งแม่น้ำโขงอยู่ไกล ๆ และมองเห็นภูชี้ฟ้าตั้งเด่นตระหง่านอยู่ลิบ ๆ เหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบทางทัศนียภาพที่สวยงามยากเกินจะบรรยาย

ทั้งนี้ทางเดินขึ้นไปยังภูชี้ดาวค่อนข้างมีความลาดชัน และต้องไต่ระดับขึ้นไปตามสันเขา สองด้านเป็นเหวลึก ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงควรใช้ความระมัดระวังในการเดินค่อนข้างมาก เพราะไม่อย่างนั้นอาจเกิดอันตรายได้

19. ไร่ชาฉุยฟง

tea004-548x365

บนเนื้อที่ตามเนินเขาของตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน มากกว่า 1,000 ไร่ เต็มไปด้วยไร่ชาคุณภาพแห่งไร่ชาฉุยฟง ด้วยความที่ไร่ชาแห่งนี้อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลมากถึง 1,200 เมตร พร้อมทั้งสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของชา จึงทำให้ชาที่นี่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม มีความหอมเป็นเอกลักษณ์ การันตีคุณภาพจากรางวัลต่าง ๆ ตลอดมา และเมื่อไม่นานมานี้ทางไร่ชาฉุยฟงได้เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมทัศนียภาพของไร่ชา พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากทางไร่ได้ในราคาย่อมเยา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.chouifongtea.com

20. ภูฟ้าไทย

y5

จุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น ชมทะเลหมอก และชมวิวธรรมชาติได้รอบ 360 องศา ตั้งอยู่ที่บ้านร่มฟ้าไทย อำเภอเทิง ติดกับแนวชายแดน สปป.ลาว ฝั่งตรงข้ามบ้านเชียงของ ซึ่งนับเป็นจุดที่มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตัดกับทะเลหมอกในหุบเขาได้อย่างงามตา ด้วยเพราะภูฟ้าไทยมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,515 เมตร จึงทำให้อากาศที่นี่หนาวเย็น

ลักษณะเด่นของภูฟ้าไทยอยู่ที่ทางเดินขึ้นที่ค่อนข้างสะดวก ซึ่งเป็นทางเดินระยะทางเพียงแค่ 300 เมตร ข้างบนนักท่องเที่ยวจะได้ฟินกับจุดชมวิวทะเลหมอกในแบบ 360 องศา ขณะเดียวกันยังชื่นชมกับความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน อีกทั้งยังมองเห็นภูชี้ฟ้าบริเวณจมูกสิงโตได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 053 744 674-5 และ 053 717 433

และนี่ก็คือสถานที่ท่องเที่ยวเชียงรายที่เราหยิบมาแนะนำกัน หากใครมีโอกาสไปเยือนดินแดนเหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง ก็ไม่ควรพลาดไปสัมผัสกันดูนะคะ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 7433, 0 5370 0051-2 และ 0 5371 7434 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

ที่มา : https://travel.kapook.com/

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 , สำนักอุทยานแห่งชาติ, ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย, thawan-duchanee.com, ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม, นิตยสารคู่หูเดินทาง และ สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย (CTA)

 

 

 

 

สีสันแห่ง “ดอยตุง” 7 จุดเช็กอิน ที่ฟินไปกับสายหมอกและขุนเขา

เทศกาล “ สีสันแห่งดอยตุง” ครั้งที่ 5 เทศกาลแห่งรอยยิ้มและความสนุกสนานบนถนนคนเดินสายวัฒนธรรมที่สูงที่สุดในประเทศไทย กลับมาอีกครั้งเมื่อลมหนาวมาเยือน ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทุกวันเสาร์ -อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง 27 มกราคม 2562 เวลา 8.00-18.00 น.

สีสันแห่ง “ดอยตุง” 7 จุดเช็กอิน
ที่ฟินไปกับสายหมอกและขุนเขา

04

เป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์อยู่เสมอ สำหรับ “เชียงราย” จังหวัดที่อยู่สูงที่สุดของประเทศไทย โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและสายหมอก ซึ่งไม่ว่าจะไปเช็คอินเมื่อไหร่ก็มีหลายคนแอบอิจฉา และถ้าใครยังไม่มีแผนในใจ เราขอแนะนำที่นี่เลย “ดอยตุง” โครงการพัฒนาดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งมีสถานที่และประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ มากมายรอให้ได้ไปสัมผัสแบบเที่ยววันเดียวคงไม่เต็มอิ่ม

พระตำหนัก2

เริ่มจากการกราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จย่า ณ “พระตำหนักดอยตุง” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันเขาของเทือกดอยนางนอน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2531 ถือเป็นบ้านหลักแรกของสมเด็จย่า สร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เน้นความเรียบง่ายเป็นพระตำหนักสองชั้นและชั้นลอย ชั้นบนแยกเป็นสี่ส่วนแต่เชื่อมต่อกันเป็นอาคารหลังเดียว มีกาแลและไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหลที่อ่อนช้อยโดยรอบ เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างบ้านปีกไม้ ศิลปะล้านนา กับชาเลต์แบบ Swiss Chalet พอถึงกลางท้องพระโรงต้องแหงนมองดูเพดานที่แกะสลักเป็นกลุ่มดวงดาวในสุริยะจักรวาลเรียงตามองศาในวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ และฝังดวงไฟให้กำลังแสงตามขนาดที่ได้สัดส่วนตามจริง โดยการคำนวณและออกแบบโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีห้องบรรทมและห้องทรงงานที่สื่อถึงความเรียบง่าย สมถะของพระองค์ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จย่า พระตำหนักยังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีและเปิดให้ประชาชนเยี่ยมชมได้ทุกวัน

07

09

08

ถัดไปทางทิศเหนือของพระตำหนักดอยตุงจะพบ “สวนแม่ฟ้าหลวง” หรือ “สวนดอยตุง” เป็นสวนไม้ดอกไม้หลากสีสัน กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บนพื้นที่ 25 ไร่ ภายในสวนถูกตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ดูแลอย่างดี ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกดอกตลอดปี อาทิ ดอกซัลเวีย พิทูเนีย บีโกเนีย กุหลาบ ดอกลำโพง ไม้มงคลต่างๆ ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลี้อยมากกว่า 70 ชนิด นอกจากแปลงไม้ประทับกลางแจ้งแล้วยังมีโรงเรือนไม้ในร่มจุดเด่นคือกล้วยไม้จำพวกรองเท้านารีชนิดต่าง ๆ ที่มีดอกสวยงามมาก บริเวณกลางสวนมีประติมากรรมเด็กยืนต่อตัวของ มีเซียม ยิบอินซอย โดย สมเด็จย่าพระราชทานชื่อว่าความต่อเนื่องที่สื่อถึงการทำงานจะสำเร็จได้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง มาถึงจุดนี้แวะเติมพลังกันสักนิดกับ “ดอยตุงคาเฟ่” นั่งพักชิลๆ จิบกาแฟหอมๆในสวน

10-1

12-1

11

ก่อนไปต่อที่จุดเช็กอินใหม่กลางป่าใหญ่ ณ สวนแม่ฟ้าหลวง “Tree Top Walk” กิจกรรมสุดเสียว กับการเดินปืนป่ายไปบนสะพานแคบๆ ทางเดินโยกเยกชวนหวาดเสียวเล่นๆ สามารถเดินชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ป่าเขา ไร่กาแฟ ต้นไม้สายพันธุ์ต่างๆ และ ภูมิทัศน์ของดอยตุง ได้แบบพาโนรามาที่สูงจากพื้นดินประมาณ 40 เมตร ระยะทางเดินประมาณ 300-400 เมตร

01

จากนั้นแวะไปเยี่ยมชม “หอแห่งแรงบันดาลใจ” ซึ่งอยู่ติดกับสวนแม่ฟ้าหลวง ถ่ายทอดพระราชจริยวัตรสมเด็จย่า และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการทำงานและมุ่งมั่นพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยผ่านนิทรรศการ 7 ห้อง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัวอันอบอุ่นของราชสกุลมหิดล

03

เริ่มตั้งแต่สมเด็จย่าทรงเป็น “เด็กหญิงสังวาลย์” ที่ใฝ่ดีและแสวงหาโอกาส จนเป็น “คู่ชีวิตเจ้าฟ้า”ที่ได้ซึบซับพระราชปณิธานอันแรงกล้าในการทรงงานเพื่อแผ่นดินไทยและกลายเป็น “แม่ฟ้าหลวง”ของประชาชนชาวไทย ตลอดจนการสื่อพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ “พระมหากษัตริย์ของประชาชน” เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างยั่งยืน

02-1

นอกจากนี้ใครที่มาเยี่ยมหอแห่งนี้จะได้เห็นอุปกรณ์ธรรมดา ๆ ที่ในหลวงใช้ทรงงานจนคุ้นตา ได้แก่ แผนที่ ดินสอ กล้องถ่ายรูปและวิทยุสื่อสาร สะท้อนให้เห็นถึงหลักการและวิธีการทรงงานที่เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนชาวไทย ตลอดจนเข้าใจ ต้นกำเนิดของดอยตุงเมื่อครั้งเป็นป่าเขาที่แห้งแล้ง เป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น แต่เมื่อสมเด็จย่ามีพระชนมายุ 87 พรรษา ทรงมีพระราชดำริริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อแก้ไขปัญหาของดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของสามเหลี่ยมทองคำด้วยการ “ปลูกป่า ปลูกคน” ทำให้ทุกวันนี้ทั้งคนและผืนป่าของดอยตุง ได้รับการพลิกฟื้นคืนสู่ชีวิตที่พอเพียงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชื่อว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่รวมถึงชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวดอยจะเข้าใจดอยตุงดินแดนที่มีแต่แรงบันดาลใจให้กับทุกๆคนมากยิ่งขึ้น

13 (1)

จากโครงการพัฒนาดอยตุงเราขับรถขึ้นไปอีกเล็กน้อยเพื่อเดินทางไปชมสวนดอกไม้หลากหลายชนิด สัมผัสอากาศเย็นสบาย รอชมพระอาทิตย์ตกที่ “สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ” หรือ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ที่มีต้นไม้นานาพันธุ์โดยเฉพาะกุหลาบพันปีหลากสี หลายสายพันธุ์จากนานาประเทศ และจะยิ่งสวยงามมากในช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งในราวต้นเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ จนที่นี่กลายเป็นสวนป่าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียวP1012186

สีสันแห่งดอยตุงยังมีอีกหลายจุดรอให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส หลังจากชื่อชมดอยตุงเต็มอิ่มมาทั้งวัน ไม่ต้องไปไหนไกลเพราะดอยตุงมีที่พัก “ดอยตุงลอด์จ” ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ บ้านพักบนยอดดอยตุง สามารถมองเห็นวิวแบบพาโนรามา ให้ความเป็นส่วนตัวมีให้เลือกทั้งแบบ Deluxe Mountain View และ Deluxe Garden View และเต็มอิ่มกับเมนูพิเศษที่ “ครัวตำหนัก” รังสรรค์เมนูโดย ป้าเครือ ต้นเครืองของสมเด็จย่าที่คัดสรรวัตถุดิบดีๆ เน้นของในท้องถิ่นจากพื้นที่พัฒนาดอยตุงนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารที่สดอร่อย อาทิ ไก่ผัดเม็ดแมคคาเดเมีย แกงฮังเล ยำภูแล และเห็ดอ้อนดอย รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

17

18

มาถึงจุดนี้ถ้ายังเที่ยวไม่จุใจเรายังมีอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดคือ พิพิธภัณฑ์ “หอฝิ่น” ในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำจุดที่ไทย ลาว และพม่า มาบรรจบกันเป็นที่ที่แม่น้ำรวกไหลมารวมกันกับแม่น้ำโขง ในพื้นที่นี้เองมีการปลูกฝิ่น ผลิตเฮโรอีน และลักลอบนำออกไปขาย ภายในหอฝิ่นเป็นศูนย์นิทรรศการแบบ interative ผสมผสานกับแสง สี เสียงแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมาย ชมอุโมงค์ที่ ดูลึกลับมืดสนิทที่ผ่านทะลุภูเขาด้วยความยาว 137 เมตร สะท้อนให้เห็นด้านมืดของฝิ่นจนกลายเป็นยาเสพติดที่เป็นปัญหาไปทั่วโลก

14

15

16

จากนั้นเดินทางไปอำเภอเมืองเชียงราย อย่าลืมแวะชมสถาปัตยกรรม วัตถุโบราณล้านนา และสักการะพระพร้าโต้ ในหอคำ ชื่นชมบรรยากาศภายใน “อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง” สถานที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมล้านนา และยังเป็นสถานที่จัดการศึกษาแก่เยาวชนชาวเขาเพื่อให้พวกเขาได้นำความรู้ที่ได้นั้นกลับไปพัฒนาชุมชนต่อไป ซึ่งแสดงภูมิปัญญาและสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงามบนพื้นที่ 150 ไร่ เป็นที่เก็บรักษางานพุทธศิลป์เก่าแก่ โบราณวัตถุอายุนับศตวรรษ ศิลปวัตถุรังสรรค์จากไม้สักและสระน้ำใหญ่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้จากภาคต่างๆ ของประเทศ เช่น ต้นยูคาลิปตัสสายรุ้ง และกลางอุทยานยังมีที่ประดิษฐานพระรูปปั้นของสมเด็จย่าประทับบนโขดหินให้ผู้มาเยือนได้สักการะก่อนกลับกรุง

44748469_2023072701064997_6498826813576314880_n

สำหรับฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ ดอยตุงได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับตั๋ว Early Bird ของ 7 สถานที่ท่องเที่ยวดอยตุง พร้อมคูปองเงินสด ส่วนลดอีกมากมาย ในเทศกาล ‘สีสันแห่งดอยตุง’ ช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม และยังมีโปรโมชั่นที่พักดอยตุงลอดจ์ในราคาเริ่มต้นเพียงห้องละ 2,900 บาท พร้อมอาหารเช้า พร้อมฟรีบัตรเข้าชม 4 สถานที่สุดพิเศษของดอยตุง สำหรับ 2 ท่าน

สิทธิพิเศษใน Earlybird

1. DoiTung Pass บัตรเดียวเที่ยว 7 ที่ (พระตำหนักดอยตุง, สวนแม่ฟ้าหลวง, หอแห่งแรงบันดาลใจ, สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (ดอยช้างมูบ), หอฝิ่น,ไร่แม่ฟ้าหลวง, Doi Tung Tree Top Walk)
2. คูปองแทนเงินสดมูลค่า 300 บาท ที่ครัวตำหนัก
3. คูปองแทนเงินสดมูลค่า 300 บาท ที่คาเฟ่ดอยตุง
4. คูปองส่วนลด 20% ที่ร้าน Doitung Lifestyle
5. ฟรี! เข้าร่วม Workshop เพ้นท์กระดาษสา
6. ฟรี! น้ำสมุนไพร มูลค่า 25 บาท
7. ฟรี! เมล็ดพันธุ์ 1 ถุง ที่ร้านต้นไม้ดอยตุง

สามารถซื้อได้ในงาน “ททท. ครั้งที่ 49” ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2561 นี้ ณ บูธ N14 ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : DoiTung Club

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://travel.mthai.com

 

อากาศเย็นลง ฝนลดต่อเนื่อง กรมอุตุฯ ประกาศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว 27 ต.ค.นี้

อากาศเย็นลง ฝนลดต่อเนื่อง กรมอุตุฯ ประกาศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว 27 ต.ค.นี้

อากาศเย็นลง – วันที่ 24 ต.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ เรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ.2561 ดังนี้ ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2561 โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับลมชั้นบนระดับล่าง เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมตะวันออก ส่วนลมชั้นบนระดับบนเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก รวมทั้งปริมาณ และการกระจายของฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่าหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป

561000011065502

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://www.khaosod.co.th

 

ชาวเชียงราย ‘ตักบาตรเป็งปุ๊ด’ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เชื่อได้บุญใหญ่

4DQpjUtzLUwmJZZPFhuBMu1IEcvrANvkwnlH3iDjTqXK

ชาวเชียงรายร่วม “ตักบาตรเป็งปุ๊ด” ตามประเพณีล้านนา เชื่อทำบุญกับพระอุปคุต ได้บุญใหญ่หลวง มีโชคลาภ เป็นสิริมงคลกับชีวิต ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ตรงกับวันพุธ

เมื่อเวลา 00.01 น. วันที่ 24 ต.ค. ชาวเชียงรายนุ่งขาวห่มขาว ร่วมตักบาตรเที่ยงคืน หรือ “ตักบาตรเป็งปุ๊ด” วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันพุธ เต็ม 2 ฝั่งถนนบรรพปราการ กลางเมืองเชียงราย ใกล้หอนาฬิกา โดยมีพระภิกษุ สามเณร กว่า 200 รูป ออกบิณฑบาต นอกจากนี้มีการอัญเชิญพระอุปคุต ขึ้นจากแม่น้ำกกมาประดิษฐานไว้ที่วัดมิ่งเมือง เพื่อทำพิธีสวดพุทธมนต์ ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก ในการนำขบวนพระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาต ผ่านหอนาฬิกากลางเมือง ไปสิ้นสุด บริเวณสี่แยกประตูสลี

สำหรับ “การตักบาตรเป็งปุ๊ด” เป็นคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชนภาคเหนือ หรือชาวล้านนา ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นประเพณีตั้งแต่โบราณ โดยทุกๆ ปีในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธ เชื่อกันว่าพระอุปคุต ซึ่งเป็นภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เสด็จลงไปจำศีลภาวนาอยู่ใต้สะดือทะเล ได้ขึ้นมาโปรดสัตว์ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธ ถ้าได้ทำบุญตักบาตรกับพระอุปคุตแล้วจะได้อานิสงส์แรง บุญใหญ่หลวง เกิดโชคลาภและความเป็นสิริมงคลในชีวิต ประสบแต่ความสุข ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง

 

ขอบคุณข่าวและภาพจาก : https://www.thairath.co.th

เตรียมจัดงาน “เทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาคโลก 20 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้

BA9AE566-5525-4AA4-B871-DB4DE3DC655D

จังหวัดหนองคาย เตรียมจัดงาน “เทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาคโลก ประจำปี พ.ศ.2561” ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่าการจัดงานเทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาคโลก ประจำปี พ.ศ.2561 ในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีกิจกรรมการแสดงหลากหลาย อาทิการแสดง แสง เสียง “เปิดตำนานบั้งไฟพญานาค” การแสดง แสง สี เสียง “ตำนานเมืองปากห้วยหลวง” การแสดงม่านน้ำประกอบแสง สี เสียง การลอยเรือไฟบูชาพญานาค การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ การแสดงศิลปวัฒนธรรม อารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว โดยพญานาคคู่ที่เป็นแลนด์มาร์คริมแม่น้ำโขงปีนี้จะถูกเนรมิตให้เป็นฉากหลังของการแสดงแสงเสียงที่ยิ่งใหญ่อลังการกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมพิสูจน์ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคพุ่งขึ้นตามลำแม่น้ำโขง “ปรากฏการณ์หนึ่งเดียวในโลก ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” ในคืนวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561 ” ที่ บริเวณริมแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย

 

ที่มา สวท.หนองคาย

นายกฯ เตรียมเปลี่ยนชื่อ ‘บัตรคนจน’ เป็น ‘บัตรแห่งความสุข’

44148070_2111659429152033_4403749497528647680_n

นายกฯ เตรียมเปลี่ยนชื่อ ‘บัตรคนจน’ เป็น ‘บัตรแห่งความสุข’ หลังถูกโจมตีแบ่งแยกคนจนคนรวย วอนทุกฝ่ายอย่ามองให้เป็นประเด็นทางการเมือง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการแม่ฮ่องสอน พร้อมคณะ เข้าพบ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการ โมเดลแก้ปัญหาความยากจน “กาฬสินธุ์ Happiness Model” ซึ่งมีแนวคิดที่จะจัดงานวันปลาร้าโลก และ โมเดลส่งเสริมให้คนอยู่กับป่า “แม่ฮ่องสอน The Valley of Charm

โดยนายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง ประเด็นที่กำลังถูกโจมตีทางการเมือง ว่ารัฐบาลให้ผู้ถือบัตรคนจนรักษาฟรี ซึ่งกลายเป็นเรื่องแบ่งแยกคนจนคนรวย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดเช่นนั้น และขอให้ผู้เกี่ยวข้องหาทางเปลี่ยนชื่อจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรแห่งความสุข หรือ เป็นชื่ออะไรก็ได้ เพื่อไม่ให้ถูกโจม

ตี และขอให้ระมัดระวังในการทำงาน ทุกวันนี้สิ่งรัฐบาลทำไม่ใช่การแก้ไขปัญหาความยากจน แต่เป็นการมอบความสุขให้กับประชาชน โดยจะต้องยึดหลักความเป็นธรรมและเท่าเทียม ย้ำไม่ใช่การโปรโมททางการเมือง แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทำ มีผลงานที่ประชาชนจับต้องได้สะท้อนว่ารัฐบาลนี้ ไม่ใช่ดีแต่พูด

วอนทุกฝ่ายอย่ามองให้เป็นประเด็นทางการเมือง หรือ นำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะหลายประเทศกำลังจับตามองไทย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศด้วย ดังนั้นจึงขอทุกฝ่ายทำการเมืองแบบใหม่ ไม่โจมตีให้ร้ายกันแบบเดิม

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชมการแสดงของเยาวชนชุดจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน และ ชิมเมนูที่ทำจากบุก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมการสกัดแป้งออกจากบุก ทำให้ผลิตภัณฑ์บุกไม่มีแคลอรี่ รับประทานแล้วดีต่อสุขภาพ

 

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : https://news.mthai.com

 

เจแตก กินเจต่อได้ไหม ไขข้อสงสัยหากกินเจขาดไป ไม่ครบ 9 วัน

 กินเจแล้วเผลอกินอาหารไม่เจเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เอ้า ! แบบนี้ก็เรียกว่าเจแตกสิคะ แล้วจะบาปไหมล่ะนี่ ?

เทศกาลกินเจมีขึ้นในทุก ๆ ปี โดยการกินเจในแต่ละปีก็มีเวลา 9 วันด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็เคยมีประสบการณ์เจแตกกันมาบ้าง หรือบางคนเป็นมือใหม่หัดกินเจก็อาจกังวลว่าถ้ากินเจไม่ครบ 9 วันจะเป็นอะไรไหม เอาเป็นว่าเรามาเคลียร์ความสับสนกันเป็นข้อ ๆ ไปว่าถ้าเจแตกจะบาปไหม แล้วถ้ากินเจไม่ครบ 9 วันจะเป็นอะไรหรือเปล่า
เจแตก บาปไหม

หลายต่อหลายคนตั้งใจว่าจะกินเจอย่างถูกต้องให้ได้ แต่ก็เผลอไปกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารเจโดยที่ลืมตัวไปบ้าง ซึ่งจะถามว่าเจแตกแบบนี้บาปไหม ก็คงต้องตอบว่า อาจต้องดูที่เจตนาของตัวเราเองเป็นสำคัญค่ะ เพราะหากเราตั้งใจถือศีลกินเจ แต่ดันเผลอกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารเจอย่างที่เราเข้าใจ แบบนี้ก็เปิดการ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้นะคะ ก็เราไม่ได้เจตนาจะกินอาหารที่ต้องเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตอื่น ๆ สักหน่อยนี่นา     

นอกจากนี้การจะบอกว่าเจแตกไม่แตก บางทีก็ต้องดูที่จุดประสงค์ว่าเรากินเจไปเพื่ออะไรด้วย โดยจุดประสงค์ในการกินเจของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น บางคนกินเจด้วยจิตใจที่เมตตา ตั้งใจจะละเว้นการเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตอื่น ๆ ที่เคยทำมาเกือบตลอดทั้งปี เลยจะละเว้นการกินเนื้อสัตว์ แต่อาจไม่ได้เคร่งครัดกับการกินเจให้ถูกต้องตามประเพณีเป๊ะ ๆ มากนัก หรือบางคนกินเพื่อละเว้นกรรมจากการกินเนื้อสัตว์มาตลอดปี จึงตั้งใจละเว้นกรรมด้วยการกินแต่อาหารผักแทนเนื้อสัตว์ในช่วงเวลาหนึ่ง พร้อมทั้งรักษาศีล 5 หรือศีล 8 ไปด้วย แบบนี้การกินเจก็จะเคร่งมากขึ้น มีกฎข้อห้ามในการกินเจที่ควรต้องทำมากกว่า

ทว่าบางคนอาจตั้งใจกินเจเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะจัดได้ว่าไม่เคร่งกับการกินเจมากนักด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเขาจะกินนมก็อาจจะไม่ถือว่าเจแตกก็ได้

อย่างไรก็ตาม การที่เราตั้งจิตตั้งใจว่าจะกินเจ จะละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นั่นก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างกุศลผลบุญให้ตัวเองทางหนึ่งแล้วล่ะค่ะ

jjjjj3

 ภาพจาก RichStocker / Shutterstock.com

เจแตก ทำไงดี จะกลับมากินเจต่อได้ไหม

อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าหากการเจแตกของคุณเกิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ใช่เพราะเจแตกโดยเจตนาอยากเบียดเบียนสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ไม่นับว่าเป็นบาปอย่างที่กลัว ดังนั้นสิ่งที่พลาดไปแล้วก็ให้แล้วกันไป สามารถกลับมากินเจต่อได้เหมือนเดิม แต่คราวนี้ก็พิจารณาให้รอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะกินอะไรเข้าไปด้วยนะคะ

กินเจไม่ครบ 9 วัน ถือว่าบาปหรือเปล่า

สำหรับคนที่กินเจขาดไป ไม่ครบ 9 วัน หรือกินเจบ้างในบางวัน ไม่สม่ำเสมอ แล้วสงสัยว่าจะบาปไหม ประเด็นนี้อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการภาษาและวัฒนธรรมจีน ก็เผยว่า สำหรับตัวอาจารย์แล้วจะไม่นิยมตีกรอบในการกินเจให้ใคร โดยเฉพาะกับคนที่เป็นน้องใหม่ในการกินเจ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นกินเจ จะกินเจได้เท่าไรก็เท่านั้น แต่อย่างน้อยก็ขอให้กินเจในวันพระใหญ่ซึ่งก็คือ วันแรกของเทศกาลกินเจ และวันพระใหญ่อีก 3 วันต่อมา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างกุศลผลบุญให้ตัวเองในขั้นแรกนั่นเองค่ะ

กินเจ มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม ถือว่าเจแตกหรือเปล่า

สำหรับคนตั้งใจจะกินเจเพื่อชำระร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ แนะนำให้ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไปด้วยจะดีกว่า อย่างน้อยก็จะได้ใช้โอกาสในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วันนี้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สงบ โดยไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเร่าร้อนในร่างกาย ซึ่งในผู้ที่เคร่งครัดมาก ๆ อาจมีการแยกห้องนอนกันเลยทีเดียว

jjjjj6

กินเจ กินผงชูรสได้ไหม

เชื่อว่าหลายคนกลัวเจแตกเพราะผงชูรสอยู่พอสมควร ซึ่งหากเป็นไปได้ การงดเว้นผงชูรสไปเลยก็จะดีต่อสุขภาพร่างกายเราอยู่แล้วนะคะ แต่ถ้าถามว่ากินผงชูรสแล้วเจแตกไหมก็ต้องตอบว่าไม่ ถ้าผงชูรสนั้นทำมาจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาล ทว่าหากเป็นผงปรุงรสที่สกัดมาจากกระดูกสัตว์หรือการเคี่ยวเนื้อสัตว์อย่างผงปรุงรสหมู รสไก่ หรือซุปก้อน แบบนี้ทำเจแตกแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์จ้า

กินเจ กินเครื่องดื่มชูกำลังได้ไหม

หากการกินเจของคุณเคร่งครัดมาก ๆ ชนิดที่เลี่ยงการดื่มคาเฟอีนและสารกระตุ้นความตื่นตัวทั้งหลายในร่างกาย เครื่องดื่มชูกำลังก็เป็นสิ่งที่ควรละเว้นในช่วงที่กินเจค่ะ ทว่าหากคุณไม่ได้เคร่งขนาดนั้น สามารถกินคาเฟอีนได้ ก็กินเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงกินเจได้เช่นกัน

กินเจ กินวาซาบิได้ไหม

แม้วาซาบิจะมีกลิ่นฉุนขึ้นจมูก ทว่าวาซาบิเป็นเครื่องปรุงที่มาจากพืชใช้ราก โดยถือเป็นพืชในตระกูลเดียวกับตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับบรอ­­­กโคลี ฮอร์สราดิซ และมัสตาร์ด ดังนั้นคนกินเจกินวาซาบิได้สบาย ๆ ตราบเท่าที่ไม่ได้กินวาซาบิกับปลาแซลมอน หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารเจนะคะ

นอกจากนี้เรายังมีรายการอาหารที่ควรระวังว่ากินไปแล้วจะเจแตกมาฝากกันด้วย ตามนี้เลย

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง

 นอกจากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ และผักฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ แล้ว คนทานเจก็ยังต้องระวังอาหารพวกนี้

milktea

– เครื่องดื่มที่สุ่มเสี่ยง

เช่น ชาใส่นม กาแฟใส่นม น้ำหวานใส่นม และนมถั่วเหลืองที่ผสมนม (ไม่มีธงเจกำกับ) เหล้า เบียร์ เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด รวมทั้งน้ำอัดลมที่อาจจะยังไม่ฟันธงแน่ชัดว่าคนกินเจจะกินได้ไหม ทว่าเพื่อความสบายใจก็งดดื่มไปเลยจะดีกว่า เพราะยังไงการไม่ดื่มน้ำอัดลมก็ดีต่อสุขภาพด้วยเนอะ

honey

– น้ำผึ้ง และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง

ไม่ว่าจะน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ชาใส่น้ำผึ้ง หรือขนมหวานใส่น้ำผึ้ง หรือราดน้ำผึ้ง ถ้ากินเจก็งดเลยจ้าเพราะน้ำผึ้งเป็นส่วนหนึ่งของตัวผึ้งนะคะ ถ้ากินก็เท่ากับว่าเราเบียดเบียนสัตว์อีกทางหนึ่ง

icecr

– ของหวานที่ต้องระวังในช่วงกินเจ

 ถ้าไม่อยากตกม้าตายเจแตกโดยไม่ตั้งใจ ก็เลี่ยงให้ไกลเลยนะคะ โดยเฉพาะขนมหวานเหล่านี้

– ไอศกรีม มีส่วนผสมของนมวัว
– ขนมไทยหลายชนิด มีส่วนผสมของไข่
– ขนมเค้ก มีส่วนผสมของนม เนย ไข่
– ขนมปัง มีส่วนผสมของนม เนย ไข่
– ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตส่วนใหญ่แล้วมีส่วนผสมของนม
– ลูกอมรสนมทุกชนิด
– วุ้น เยลลี่ หมากฝรั่ง แยม หรือขนมเคลือบน้ำตาลที่มีส่วนผสมของเจลาติน เพราะเจลาตินเป็นโปรตีนที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง ซึ่งมีอยู่ในเนื้อเยื่อ กระดูก และลำไส้บางส่วนของสัตว์ เช่น โค กระบือ สุกร และม้านั่นเอง

  ทว่าหากเป็นขนมหวาน หรือขนมปังที่มีป้ายกำกับไว้ว่าเจ เคสนี้คนกินเจกินได้นะจ๊ะ

jjjjj4

– เต้าหู้ไข่ 

เห็นเป็นอาหารที่ทำมาจากเต้าหู้ก็อย่าคิดว่าเป็นอาหารเจไปซะทั้งหมด โดยเฉพาะเต้าหู้ไข่ซึ่งมีส่วนผสมของไข่ไก่ บอกชัด ๆ เลยว่าอาหารชนิดนี้ไม่ใช่อาหารเจนะคะ

   ใครยังไม่กระจ่างว่ากินเจทำอะไรได้บ้างหรือไม่ได้บ้าง เรามีบทความเกี่ยวกับการกินเจมาฝากให้ได้เช็กกันอีกทีด้วยค่ะ

– 10 คำถามคาใจเรื่องกินเจ ได้เวลาต้องขอเคลียร์

– ข้อห้ามการกินเจ หลักในการกินเจให้ถูกต้อง ควรทำอย่างไรบ้าง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
phuketbulletin
เกร็ดความรู้ “กินเจ” โดย อ.วิโรจน์

 

10 ข้อควรปฏิบัติใน เทศกาลกินเจ

vegetarian-festival-tt

ในช่วง เทศกาลกินเจ มีข้อควรปฏิบัติที่ยึดถือกันมานานอยู่หลายข้อ เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้า ถึงการกินเจที่ถูกต้อง และได้บุญอย่างแท้จริง ดังนั้น เทศกาลกินเจ ในปีนี้ เรามาปฏิบัติอย่างถูกต้องกันเถอะค่ะ

10 ข้อควรปฏิบัติใน เทศกาลกินเจ

กินเจ-Edit

01 | การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง
ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง,หอมขาว,หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม แต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา) ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง นอกจากนี้ยังให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลัก สำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ

สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน พราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่างกายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งในข้อห้ามนี้มีบางคนยังข้องใจกันมาก คือ กระเทียมซึ่งทางการแพทย์และเภสัชกรพบว่า สามารถรับประทานเป็นยาได้ ทั้งนี้เพราะเป็นสารที่มีประโยชน์สามารถละลายไขมันในเส้นเลือดได้ เช่น ผู้ป่วยที่ เป็นโรคเส้นโลหิตเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน เป็นต้น แม้ทางการแพทย์แผนโบราณก็ยืนยันตรงกันว่ากระเทียมเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ แต่คนจีนที่ปฏิบัติในการกินเจถือว่าให้โทษกับหัวใจ ซึ่งในข้อนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน

02 | การงดกินเนื้อสัตว์

 

ซึ่งประกอบไปด้วย เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็นอาหารได้ เพราะ คนจีนเชื่อว่าก่อนตายมันจะตกอยู่ในอาการตกใจกลัว เมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย เพราะมันคือสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับคน

ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่มาถึงปัจจุบัน บางคนเริ่มหาข้อคัดค้านว่าสัตว์บางชนิดอย่าง หอยหรือปลาเล็กๆ ก็น่าจะรับประทานได้เพราะมันเป็นสัตว์ไม่มีเลือด ตามความเชื่อแล้วมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ถ้าในความเป็นจริงแล้ว คนจีนเขาเชื่อว่าประเพณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ถ้าปฏิบัติให้เคร่งครัด ถึงจะมีคนคัดค้านแต่กับข้อนี้คงไม่ได้ผล

03 | ไม่ควรกินอาหารรสจัด

 

ซึ่งไม่ใช่แค่รสเผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก หวานมากหรือเปรี้ยวมากด้วย ซึ่งปกติคนจีนจะไม่กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะถือว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ และอีกอย่างน้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์เหมือนกัน ข้อห้ามนี้ถือว่าถูกหลักของการแพทย์ แต่บางคนที่ปฏิบัติไม่เคร่งครัดนัก เช่น ชอบรสเค็มจัดก็ใช้เกลือแทนน้ำปลา อันนี้ถือว่าไม่ผิด

04 | ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง

 

ซึ่งข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริงๆ แต่ถ้าทำให้เกิดความยากลำบากก็ไม่จำเป็น จะได้ไม่ต้องเลือกร้านกันจ้าละหวั่น ฉะนั้นคนที่ปรุงอาจจะไม่ได้กินเจก็ได้แต่ขอให้อาหารที่กินเข้า ไปเป็นอาหารเจก็พอ

05 | ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน

 

เพราะเขาถือเคร่งครัดว่าอาหารคาวซึ่งชาวจีนเรียกว่า ชอ นั้น ถ้วยชาม จะใช้ปนกันไม่ได้ จะถือว่าล้างสะอาดหมดจดแล้วจึงเอามาใช้ก็ผิดอีก บางคนคิดว่าล้างให้สะอาดมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องแยก แต่ข้อนี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมเหมือนอย่างอิสลามที่ไม่ยอมใช้ถ้วยชามปนกัน เหมือนของจีนนั่นแหละ

06 | ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

 

ข้อนี้ตรงกับการรักษาศีลของชาวพุทธ การฆ่าสัตว์ของชาวจีนตั้งแต่สัตว์เล็กๆไปจนถึงสัตว์ใหญ่เป็นข้อเคร่งครัดเช่นกัน บางคนสงสัยอีกว่า ถ้าเป็นยุงหรือมดฆ่าได้ไหม ตามความเชื่อแล้วห้าม เด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะถือว่า ปฏิบัติไม่ครบ

07 | แต่งกายด้วยชุดขาว

 

ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนก็ใส่ชุดสีขาวตลอดจนถึงออกเจ เพราะเชื่อกัน ว่านอกจากงดอาหารต่างๆในร่างกายสะอาดแล้ว ภายนอกแม้จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วย ข้อนี้ไม่ใคร่เข้มงวดสำหรับบุคคลที่ปฏิบัติอยู่กับบ้าน ไม่ได้ไปที่แจตั๊วหรือสถานที่ทำพิธีกินเจ

08 | พูดจาไพเราะ

 

คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น แต่คำพูดที่พูดออกจากปากก็ต้องสะอาดด้วย สิ่งไม่ดีทั้งหลายไม่ควรพูดหรือที่เรียกว่า ปากเจ ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด

09 | งดดื่มสุราและของมึนเมา

 

ตลอดช่วงเวลา 9 วัน ข้อนี้สำคัญเพราะการงดอาหารที่เป็นของคาวแล้ว สิ่งที่สร้างความมึนเมาหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกายก็ห้ามเข้าสู่ร่างกายด้วย

10 | ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง

 

คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊ว หรือสถานที่กินเจ ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้งโต๊ะบูชา วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจต่างๆ นอกจากนี้ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น เก๊าฮ้วงฮุดโจ้วนั่นเอง ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวันและกลางคืนจนตลอดงานทีเดียว ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : trueid