ค้นหา
  • supattra24051988

อาการหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) แบบไหนไม่รุนแรง-แบบไหนต้องระวังใน 30 วัน

ไฟเซอร์ (Pfizer) วัคซีนโควิดชนิด mRNA ที่หลายคนรอมานาน พอได้ฉีดแล้วต้องระวังผลข้างเคียงอะไรบ้าง มาดูกัน


คนไทยได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) กันแล้ว โดยเริ่มฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วยโรคเสี่ยงต่าง ๆ หญิงตั้งครรภ์ รวมไปถึงเหล่านักเรียน อายุ 12-18 ปี ที่จะได้ฉีดไฟเซอร์ตามมา อีกทั้งในไม่ช้าก็คงมีวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งเป็นวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA ทยอยให้คนทั่วไปได้ฉีดทั้งแบบเข็มแรกและฉีดเป็นวัคซีนบูสเตอร์เข็ม 2 หรือเข็ม 3 แต่พอจะได้ฉีดไฟเซอร์กันจริง ๆ หลายคนก็คงอยากรู้ถึงผลข้างเคียงหรืออาการหลังฉีดไฟเซอร์ว่ามีข้อควรระวังอะไรหรือไม่ งั้นก็อย่ารอช้ากันเลย อ่านเพิ่มเติมเรื่องฉีด astrazeneca ดีไหม

อาการหลังฉีดไฟเซอร์ที่ไม่รุนแรง พบได้ทั่วไป



สำหรับผู้ฉีดวัคซีนอายุ 16 ปีขึ้นไป

  • ปวดบริเวณที่ฉีด พบมากกว่า 80%

  • อ่อนล้า พบมากกว่า 60%

  • ปวดศีรษะ พบมากกว่า 50%

  • ปวดกล้ามเนื้อและหนาวสั่น พบมากกว่า 30%

  • ปวดข้อ พบมากกว่า 20%

  • มีไข้ พบมากกว่า 10%

  • บวมบริเวณที่ฉีด พบมากกว่า 10%

โดยอาการเหล่านี้หายเป็นปกติภายในไม่กี่วันหลังฉีดวัคซีน

สำหรับผู้ฉีดวัคซีนอายุ 12-15 ปี

  • ปวดบริเวณที่ฉีด พบมากกว่า 90%

  • อ่อนล้า พบมากกว่า 70%

  • ปวดศีรษะ พบมากกว่า 70%

  • ปวดกล้ามเนื้อและหนาวสั่น พบมากกว่า 40%

  • มีไข้ พบมากกว่า 20%

  • ปวดข้อ พบมากกว่า 20%

  • คลื่นไส้ อาเจียน พบน้อยกว่า 10%

  • ผิวหนังแดงบริเวณที่ฉีดยา พบน้อยกว่า 10%


ส่วนอาการอื่น ๆ ที่พบได้ไม่บ่อย (น้อยกว่า 1%) เช่น

  • ภาวะต่อมน้ำเหลืองโต

  • ผื่น คัน ลมพิษ

  • นอนไม่หลับ

  • ปวดตามแขน-ขา

  • ความรู้สึกไม่สบาย

  • คันบริเวณที่ฉีดยา


ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว

อาการไม่สบายข้างต้นเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งบางคนอาจไม่แสดงอาการก็ได้ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนคนที่มีอาการหลังฉีดก็มักจะหายใน 1-2 วัน โดยในระหว่างที่มีอาการก็มีข้อปฏิบัติที่แนะนำ ดังนี้ * ประคบแขนที่ปวดบวมด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำเย็น งดยกของหนัก

ปวดแขนหลังฉีดวัคซีน ทำยังไง บรรเทาปวดด้วยวิธีไหนได้บ้าง

* ดื่มน้ำมาก ๆ * หากมีไข้สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล บรรเทาอาการปวด ลดไข้ ได้ทุก 6 ชั่วโมง * หากมีอาการข้างเคียงนานเกิน 2 วัน หรือมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์


อาการหลังฉีดไฟเซอร์ที่รุนแรง แต่พบได้น้อยมาก


อาการแพ้อย่างรุนแรง

เป็นภาวะภูมิแพ้เฉียบพลันจากการตอบสนองตัวยาของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้มีอาการหายใจลำบาก

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

พบอุบัติการณ์ของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) หรือภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) ในกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี ที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA เช่น ไฟเซอร์ โมเดอร์นา โดยมักพบในการฉีดเข็มที่ 2 และเกิดกับเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง

อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด

ใครเสี่ยงบ้าง

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) เมื่อเดือนกันยายน 2564 พบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็กผู้ชายอายุ 12-17 ปี อยู่ที่ 62.5 ต่อล้านโดส ส่วนในเด็กผู้หญิงอายุ 12-17 ปี อยู่ที่ 17 ต่อล้านโดส โดยเกิดอาการภายใน 30 วัน หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มที่ 1 แต่ส่วนมากมีอาการไม่รุนแรง เมื่อรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถหายกลับมาเป็นปกติได้ ขณะที่ผู้ใหญ่จะมีความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบลดลงเรื่อย ๆ และอัตราต่ำมากคือ ไม่ถึง 1 ในล้าน สอดคล้องกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า อัตราการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และโรคเยื่อหุ้มหัวใจ หลังการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ในเด็กผู้ชายที่มีสุขภาพดี มีอัตราสูงขึ้น ซึ่งทำให้อัตราความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กผู้ชายอายุ 12-15 ปี มากกว่าความเสี่ยงติดเชื้อโควิด ดังนี้ เด็กชาย

  • อายุ 12-15 ปี เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 162.2 คน ใน 1 ล้านคน

  • อายุ 16-17 ปี เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 94 คน ใน 1 ล้านคน

เด็กหญิง

  • อายุ 12-15 ปี เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 13 คน ใน 1 ล้านคน

  • อายุ 16-17 ปี เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 13.4 คน ใน 1 ล้านคน

สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลจนถึงวันที่ 5 กันยายน 2564 ที่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้วประมาณ 1 ล้านโดส พบเด็กชายอายุ 13 ปี เพียง 1 คน ที่มีภาวะดังกล่าว คิดเป็น 0.11 ต่อแสนโดส ซึ่งผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงและรักษาหายเป็นปกติแล้ว


อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด

เกิดจากอะไร

ปกติแล้วภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรืออาจเป็นผลกระทบจากการใช้ยาบางชนิด ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หรือเป็นผลจากการอักเสบอื่น ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ แต่ในกรณีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด มีเพียงการสันนิษฐานว่า ตัววัคซีนหรือสารประกอบในวัคซีนอาจทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ โดยอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่สังเกตได้ ได้แก่ - เจ็บแน่นหน้าอก (แบบเฉียบพลันและอาการคงอยู่) - เหนื่อยง่าย - หายใจหอบ หายใจสั้น - รู้สึกหัวใจเต้นเร็ว หรือใจสั่น - หากอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือช็อกได้

สำหรับอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 30 วัน หลังได้รับวัคซีน mRNA ดังนั้นหากมีอาการลักษณะนี้เกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ หรือโทร. 1669 ทันที


วัคซีน mRNA ปลอดภัยหรือไม่ ?


กรณีเป็นผู้ใหญ่จะพบอัตราเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบน้อยมาก เพราะส่วนมากจะพบภาวะดังกล่าวในเด็กอายุ 12-17 ปี และมักพบในเด็กผู้ชายมากกว่า ซึ่งหลายคนมีอาการน้อยมาก หรือไม่มีอาการเลย แต่จะตรวจพบจากการเจาะเลือดหรือการตรวจในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษา สามารถรักษาหายเป็นปกติได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้น หากเป็นผู้ใหญ่สามารถฉีดวัคซีนชนิด mRNA ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากนัก แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 12-17 ปี ควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ซึ่งราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในเด็ก (ฉบับที่ 3) เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ดังนี้ - เด็กและวัยรุ่นอายุ 16-18 ปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ได้ทุกรายที่ไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน - เด็กอายุ 12 ปี ถึงน้อยกว่า 16 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีโรคประจำตัว แนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม - เด็กผู้หญิงอายุ 12-15 ปี ทุกคน สามารถรับวัคซีนไฟเซอร์ได้ 2 เข็ม - เด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ถึงน้อยกว่า 16 ปี ที่แข็งแรงดี ให้วัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม และชะลอการฉีดเข็มที่ 2 ออกไปก่อน จนกว่าจะมีคำแนะนำเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยของวัคซีนในเด็กผู้ชายยังไม่เพียงพอ จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกาพบความเสี่ยงการเกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในเด็กชายอายุ 12 ปี จนถึงน้อยกว่า 16 ปี มีจำนวน 162.2 คน ต่อการฉีดวัคซีนเข็มสอง 1 ล้านโดส ขณะที่เด็กผู้หญิงพบอัตราการเกิดเพียง 13 คน ต่อการฉีดวัคซีนเข็มสอง 1 ล้านโดส นอกจากนี้ สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์แล้ว ควรงดออกกำลังกายอย่างหนัก หรืองดการทำกิจกรรมอย่างหนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ภายหลังฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเข็มที่ 1 หรือเข็มที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและวัยรุ่นชาย เพื่อไม่ให้หัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และหากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ควรรีบพบแพทย์

หมายเหตุ : ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว ควรปรึกษาแพทย์ประเมินภาวะของโรคก่อนฉีดวัคซีน mRNA


เปรียบเทียบ ซิโนฟาร์ม VS ไฟเซอร์ นักเรียนเลือกฉีดวัคซีนโควิดตัวไหนดี ?

ข้อมูลวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer)

ภาพจาก tunasalmon / Shutterstock


วัคซีนไฟเซอร์ เป็นวัคซีนชนิด mRNA (mRNA Vaccines) ที่ผลิตโดยใช้สารพันธุกรรม RNA ของไวรัสที่ก่อโรคโควิด 19 ส่วนที่สร้างโปรตีนหนามแหลมแล้วห่อหุ้มด้วยไขมัน ฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เซลล์ของเราสร้างหนามแหลมโปรตีนมากระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานต่อ COVID-19 โดยมีรายละเอียดของวัคซีนและข้อดี-ข้อจำกัด ดังนี้

  • ชื่อวัคซีน : BNT162b2 เป็นวัคซีนชนิด mRNA

  • ผู้พัฒนา : บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) จากสหรัฐอเมริกา และบริษัทไบออนเทค (BioNTech) ของเยอรมนี

  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 21 วัน

  • ราคาวัคซีนโควิด Pfizer : 19.5 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 633 บาท/โดส)

  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 12 ปีขึ้นไป

  • การเก็บรักษา : เก็บในอุณหภูมิ -90ºC ถึง -60ºC ได้ 6 เดือน / เก็บในอุณหภูมิ 2-8ºC ได้ 1 เดือน


ข้อดี


  • หลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 2 แล้ว จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด 19 สูงถึง 91.3% ในช่วง 7 วันถึง 6 เดือนหลังฉีด

  • ป้องกันความรุนแรงของโรคได้ 100%

  • ป้องกันการติดเชื้อมีอาการที่ 94%

  • ป้องกันการติดโรค 96.5%

  • ป้องกันการเสียชีวิต 98-100%

  • สามารถป้องกันโควิด 19 สายพันธุ์อังกฤษ หรืออัลฟา ได้ถึง 89.5%

  • ป้องกันโควิด 19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือเบตา ได้ถึง 75%

  • มีประสิทธิภาพ 88% ในการป้องกันการป่วยแบบมีอาการจากไวรัสเดลตา หรือสายพันธุ์อินเดีย

  • เป็นวัคซีนที่สามารถผลิตได้ง่ายในโรงงาน และผลิตได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว

  • สามารถปรับปรุงวัคซีนเพื่อรองรับสายพันธุ์ หากมีการกลายพันธุ์ได้ง่าย


ข้อจำกัด


  • วัคซีน mRNA สลายตัวได้ง่าย จึงต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก คือ -90ºC ถึง -60ºC ทำให้ขนส่งได้ยาก แต่ถ้าเก็บในอุณหภูมิที่สูงขึ้น จะมีอายุการใช้งานสั้นลงมาก

  • เป็นวัคซีนที่เข้มข้น จึงต้องเจือจางด้วยน้ำเกลือ 0.9% ก่อน ซึ่งหลังเจือจางแล้ววัคซีนจะอยู่ได้ภายใน 6 ชั่วโมง และไม่ควรให้ถูกแสงใด ๆ

  • เป็นเทคโนโลยีใหม่ เพราะในอดีตยังไม่มีวัคซีนที่ผลิตด้วยกระบวนการนี้ได้รับอนุมัติให้ใช้ในมนุษย์มาก่อน จึงต้องติดตามดูผลในระยะยาวหลายปี


อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากวัคซีนโควิดมีโอกาสเกิดน้อยมาก ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่ และเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการต่อสู้โควิด 19 ของวัคซีนก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากการติดโควิด

ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น